<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Macfeteria &#187; Talk</title>
	<atom:link href="http://www.macfeteria.com/blog/category/talk/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.macfeteria.com</link>
	<description>All About Mac and iPhone Programming</description>
	<lastBuildDate>Tue, 09 Aug 2011 04:34:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=</generator>
		<item>
		<title>iPhone explosion</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Aug 2011 08:49:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1515</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ผมกลับมาจากสยาม เข้ามาดูที่โต๊ะ สิ่งที่ผมพบก็คือว่า iPhone เครื่องแรกของผมระเบิด !!! เฮ้ยยยย นี่มันเรื่องจริงหรือเนี่ย แว๊กกกกกกกกกกกกกกกกก &#160; &#160; ว่าแล้วก็เซ็ง.. เท่าที่ดูอาการของมันคือ ด้านหลัง มันเป็นรอยร้าวแตก ผมเดาว่าน่าจะเป็นที่แบตเตอรี่มันระเบิด แล้วทำให้ฝาด้านหน้า ดันออกมาดังรูปที่เห็น เครื่องนี้เป็นรุ่น 3GS ผมลง iOS 5 Beta4 ไว้ ผมเลยไม่แน่ใจว่า เพราะว่า firmware ที่ผมลงมันเป็นตัว beta หรือเปล่า มันเลยทำให้ battery ผมมีปัญหา อาจจะทำงานหนักเกินไปหรืออะไรสักอย่าง หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ผมวางเครื่องไว้ใกล้กับ ที่วางแก้วน้ำ อาจจะความชื้น มากกว่าปกติ หรือเปล่า บางทีผมอาจจะเป็นรายแรกในไทยเลยปะเนี่ย ที่ iPhone ระเบิด &#8230; เฮ้อออออออออ ไม่ได้ดีใจเลยนะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ผมกลับมาจากสยาม เข้ามาดูที่โต๊ะ สิ่งที่ผมพบก็คือว่า iPhone เครื่องแรกของผมระเบิด !!! เฮ้ยยยย นี่มันเรื่องจริงหรือเนี่ย แว๊กกกกกกกกกกกกกกกกก</p>
<p>&nbsp;</p>

<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/img_0665/' title='IMG_0665'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/IMG_0665-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="IMG_0665" title="IMG_0665" /></a>
<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/img_0666/' title='IMG_0666'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/IMG_0666-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="IMG_0666" title="IMG_0666" /></a>
<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/img_0667/' title='IMG_0667'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/IMG_0667-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="IMG_0667" title="IMG_0667" /></a>
<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/img_0668/' title='IMG_0668'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/IMG_0668-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="IMG_0668" title="IMG_0668" /></a>
<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/img_0669/' title='IMG_0669'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/IMG_0669-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="IMG_0669" title="IMG_0669" /></a>
<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/img_0670/' title='IMG_0670'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/IMG_0670-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="IMG_0670" title="IMG_0670" /></a>
<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/img_0671/' title='IMG_0671'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/IMG_0671-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="IMG_0671" title="IMG_0671" /></a>
<a href='http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/iphone_ex/' title='iphone_ex'><img width="150" height="150" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/08/iphone_ex-150x150.png" class="attachment-thumbnail" alt="iphone_ex" title="iphone_ex" /></a>

<p>&nbsp;</p>
<p>ว่าแล้วก็เซ็ง.. เท่าที่ดูอาการของมันคือ ด้านหลัง มันเป็นรอยร้าวแตก ผมเดาว่าน่าจะเป็นที่แบตเตอรี่มันระเบิด แล้วทำให้ฝาด้านหน้า ดันออกมาดังรูปที่เห็น</p>
<p>เครื่องนี้เป็นรุ่น 3GS ผมลง iOS 5 Beta4 ไว้ ผมเลยไม่แน่ใจว่า เพราะว่า firmware ที่ผมลงมันเป็นตัว beta หรือเปล่า มันเลยทำให้ battery ผมมีปัญหา อาจจะทำงานหนักเกินไปหรืออะไรสักอย่าง หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ผมวางเครื่องไว้ใกล้กับ ที่วางแก้วน้ำ อาจจะความชื้น มากกว่าปกติ หรือเปล่า</p>
<p>บางทีผมอาจจะเป็นรายแรกในไทยเลยปะเนี่ย ที่ iPhone ระเบิด &#8230; เฮ้อออออออออ ไม่ได้ดีใจเลยนะ</p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2011/08/07/my-iphone-explosion/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Review &#8211; Filco Majestouch Ninja ( Keyboard )</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2011/06/08/review-filco-majestouch-ninja-keyboard/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2011/06/08/review-filco-majestouch-ninja-keyboard/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Jun 2011 12:34:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>[Ter]</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[filco]]></category>
		<category><![CDATA[hardware]]></category>
		<category><![CDATA[keyboard]]></category>
		<category><![CDATA[mechanical keyboard]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1466</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ผมถอย Keyboard มาใหม่ครับ เลยถือโอกาสเอามา review ซะเลย เพราะคิดว่าหลายคนคงยังไม่รู้จัก Keyboard ชนิดนี้กัน นั่นคือ Mechanical keyboard หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือไม่เคยรู้จักเลยว่า mechanical keyboard คืออะไร ? โดยปกติแล้ว Keyboard ที่ใช้ใน Computer โดยทั่วไปๆไปจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดครับคือ แบบ Rubber dome Keyboard แบบนี้จะใช้แผ่นยางเป็นตัวให้สัญญาณ และใช้แผ่นวงจรรวมกัน ( ถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผ่นยาง ) เหมือน remote ทีวีนั่นเหละครับ แบบ Mechanical Keyboard แบบนี้จะใช้ switch ครับ คือแต่ละตัวจะแยกอิสระจากกัน แต่กว่า 99% keyboard ที่ใช้กันปัจจุบันเป็น keyboard แบบ rubber dome ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบง่ายๆครับ เพราะว่ามันราคาถูกและผลิดง่าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ผมถอย Keyboard มาใหม่ครับ เลยถือโอกาสเอามา review ซะเลย เพราะคิดว่าหลายคนคงยังไม่รู้จัก Keyboard ชนิดนี้กัน นั่นคือ Mechanical keyboard หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือไม่เคยรู้จักเลยว่า mechanical keyboard คืออะไร ?</p>
<p>โดยปกติแล้ว Keyboard ที่ใช้ใน Computer โดยทั่วไปๆไปจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดครับคือ</p>
<ul>
<li>แบบ Rubber dome<br />
Keyboard แบบนี้จะใช้แผ่นยางเป็นตัวให้สัญญาณ และใช้แผ่นวงจรรวมกัน ( ถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผ่นยาง ) เหมือน remote ทีวีนั่นเหละครับ</li>
<li>แบบ Mechanical<br />
Keyboard แบบนี้จะใช้ switch ครับ คือแต่ละตัวจะแยกอิสระจากกัน</li>
</ul>
<p>แต่กว่า 99% keyboard ที่ใช้กันปัจจุบันเป็น keyboard แบบ rubber dome ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบง่ายๆครับ เพราะว่ามันราคาถูกและผลิดง่าย แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสักสิบหรือยี่สิบปีก่อน computer นั้นเป็นของที่มีราคาแพงมากๆ ฉนั้น keyboard มักจะถูกผลิดเป็นแบบ mechanical ครับเพราะด้วยความที่มันคงทนและมีคุณภาพดี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป keyboard แบบนี้ก็ถูกแทนที่ด้วย keyboard แบบ rubber dome ที่ราคาถูกเพื่อตอบสนองตลาดมากขึ้น จนกลายเป็นว่าปัจจุบันแทบจะเป็น keyboard แบบ rubber dome ไปหมดแล้ว</p>
<p>หน้าตาของเจ้า rubber dome ถ้าแงะมันออกมาก็จะเห็นแผ่นวงจรเล็กๆ พร้อมกับแผ่นยาง ดังรูป</p>
<div id="attachment_1467" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/keyboard-exploded1.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="size-medium wp-image-1467" title="keyboard-exploded1" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/keyboard-exploded1-300x118.jpg" alt="http://computer.howstuffworks.com/keyboard3.htm" width="300" height="118" /></a><p class="wp-caption-text">credit: http://computer.howstuffworks.com/keyboard3.htm</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>ส่วน mechanical keyboard นั้นจะต่างจาก rubber dome ครับ คือจะมีแผงวงจร ที่แยกกัน และถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผงวงจรทั้งแผ่น เลยครับ มีน้ำหนักมาก และราคาแพงกว่า rubber dome มากครับ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3000 บาท</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/filco_circ.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1468" title="filco_circ" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/filco_circ-300x196.jpg" alt="" width="300" height="196" /></a></p>
<p>ในปัจจุบัน ความนิยมใน Mechanical Keyboard กำลังได้รับความนิยมอีกครั้ง ครับ เพราะว่าบรรดาเหล่า Gamer นั้น ต้องการ Keyboard ที่มีคุณภาพสูง ตอบสนองเร็ว ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเล่นเกมส์ ก็เลยหันมาผลิต keyboard แบบนี้มากขึ้น นอกจากการเล่นเกมส์แล้วในวงการอุตสาหกรรมหรือบริษัท ที่ต้องการอุปกรณ์ที่มีความคงทนต่อการใช้งานสูง เช่นสายการบิน ธนาคาร ก็ต้องการ keyboard แบบนี้ครับ ดังนั้นแล้วมันก็ส่งผลดีต่อตลาด mechanical keyboard โดยรวมครับ เพราะว่ามันทำให้เรามี keyboard ให้เลือกใช้หลากหลายขึ้น และตอบสนองการใช้งานมากขึ้น</p>
<p>งั้นเรามาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของ Keyboard ชนิดนี้กันเพิ่มอีกสักนิด</p>
<h2>Mechanical Keyboard Switch</h2>
<p>อย่างที่ผมบอกไปครับว่า Mechanical Keyboard เค้าใช้ Switch และในสมัยปัจจุบัน switch ที่นิยมใช้นั้น ผลิตจากบริษัทในเยอรมันชื่อ Cherry ครับ ดังนั้นแล้วเค้าจึงนิยมเรียกว่า cherry switch นั่นเอง แต่ cherry switch นั้นมีหลายแบบมากครับ แบ่งคุณสมบัติต่างๆตามสี ผมจะขออธิบายแค่บางรุ่นนะครับ</p>
<h3><strong><span style="font-size: small;">Cherry MX Black Switches</span></strong></h3>
<p>ลักษณะการทำงานของ switch ตัวนี้ครับเป็นดังรูป</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/black.gif" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1469" title="black" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/black.gif" alt="" width="200" height="200" /></a></p>
<p>ตัว cherry black นี้จะมีการดีดของสริงมากกว่าสีอื่นครับ   และต้องใช้แรงกดมากกว่าสีอื่น ( แม้ว่ามันใช้แรงกดมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันปุ่มมันแข็งกดไม่ลงนะครับ ยังไงมันก็กดง่ายและดีกว่า rubber dome แน่นอน ) การเคลื่นที่ของ key จะเป็นลักษณะ linear ( คือตั้งแต่กดลง จนดีดกลับจะมีแรงเท่าๆกัน ) มีเสียงค่อนข้างเงียบเมื่อเทียบกับสีอื่น ฉนั้น switch แบบนี้เหมาะกับการเล่นเกมส์เป็นอย่างมากครับ ในท้องตลาดเราจะเห็น keyboard สำหรับ Gaming นั้นใช้ switch แบบนี้แทบจะทั้งหมด เช่น Steelseries G7 หรือ Razer Blackwindows Ultimate , Thermaltake Meka G1</p>
<h3><strong><strong><strong><strong>Cherry MX Blue Switches</strong></strong></strong></strong></h3>
<p><strong><strong><strong><strong><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/Cherry-MX-Blue-Animated.gif" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1471" title="Cherry MX Blue  Animated" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/Cherry-MX-Blue-Animated.gif" alt="" width="200" height="200" /></a></strong></strong></strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับ switch แบบนี้ เป็น switch ที่เหมาะสำหรับ การพิมพ์งานมากที่สุดครับ เพราะกดง่ายกว่าสีดำ แล้วก็มีเสียงดัง &#8220;คลิ๊ก&#8221;  เลยเรียกอีกชื่อว่า clicky switch มีแรงดีดกลับของสริงพอสมควร โดยปกติแล้ว keyboard สำหรับงานพิมพ์โดยทั่วไปจะนิยมใช้ switch แบบนี้ครับ และพบได้เกือบทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น das keyboard , Leopold , Ducky หรือ Filco เป็นต้น</p>
<h3><strong><strong>Cherry MX Brown Switches</strong></strong></h3>
<p><strong><strong><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/Cherry-MX-Brown.gif" rel="lightbox[1466]"><img title="Cherry MX Brown" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/Cherry-MX-Brown.gif" alt="" width="200" height="200" /></a></strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>switch สีน้ำตาล นี้ใช้แรงกดน้อยกว่า สีฟ้าเสียอีก  คือประมาณว่ากด keyboard ไปครึ่งตัวก็มีตัวอักษรโผล่มาละ. switch ประเภทนี้จัดอยู่ระหว่าง keyboard สำหรับเล่นเกมส์และพิมพ์งานครับ คือจะเอาไปเล่นเกมส์ก็ใช้ได้ หรือจะเอาไว้พิมพ์งานก็โอเค และไม่มีเสียงคลิ๊ก</p>
<p>และนอกจาก 3 สีข้างต้นยังมี สีแดง สีขาว  แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก และหาซื้อยาก</p>
<p>โดยปกติแล้ว switch แต่ละสีจะมีอายุการทำงานไม่เท่ากันครับ แต่ก็มากกว่าสิบล้านครั้งขึ้นไปครับ อย่างสีดำประมาณ 50 ล้านครั้ง ( เฉลี่ยอายุการใช้งานก็ประมาณ 20 ปี ) แต่ไม่ว่าจะเป็น สีไหนๆ ก็ล้วนแต่มีการสัมผัสและตอบสนองที่ดีกว่า rubber dome ครับ อย่างไรก็ตามสีของ switch ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนะครับว่ามันเหมาะกับเราหรือเปล่า บางคนอาจจะใช้สีฟ้าเล่นเกมส์ หรือบางคนมือใหญ่เวลากดลงไปมีแรงมาก ก็อาจจะเลือกใช้สีดำเพื่อให้มีแรงดีดกลับที่ดีกว่าก็ได้  สุดท้ายต้องลองไปจับดูครับ</p>
<h3><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>Other switch </strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>
<p>นอกจาก cherry switch แล้วยังมี switch แบบอื่นอีกนะครับ เช่น alps switch ก็เป็น switch ที่ใช้ใน keyboard ของ ibm  หรืออาจจะเป็น bucking spring switch และ topre switch ที่เป็นการรวมคุณสมบัติของ rubber dome เข้ากับ cherry switch  ( แพงสุดเลย )</p>
<h2>Plastic</h2>
<p>พลาสติกในการผลิต ปุ่มของ keyboard ( Key caps ) ก็ยังแบบออกเป็น 2 ชนิดคือ</p>
<ul>
<li><strong>PBT Plastic</strong> (<a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/en/wiki/Polybutylene_terephthalate" target="_blank">Polybutylene Terephthalate</a>)<br />
เป็นพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดีมาก และความคงทนสูง ไม่เป็นเงามันง่าย (ความมันเงาที่เกิดจากการใช้งานบ่อยๆ ) แต่ราคาแพง</li>
<li><strong>ABS Plastic</strong> (<a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/en/wiki/Acrylonitrile_butadiene_styrene" target="_blank">Acrylonitrile Butadiene Styrene</a>)<br />
เป็นพลาสติกที่ไม่คงทนเท่า PBT เป็นเงาง่าย และสึกกร่อนง่ายกว่า และทนความร้อนต่ำ แต่ราคาถูกกว่ามาก</li>
</ul>
<h2>Printing Methods</h2>
<p>การพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นพิมพ์นั้น ก็ยังแบ่งออกเป็น หลายๆแบบครับ โดยแบ่งได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>Pad printing<br />
การพิมพ์แบบนี้คือการใช้สีพิมพ์ลงไปบน key cap มีความคงทนน้อยที่สุด พบเห็นได้ใน Keyboard ทั่วๆไปๆ อย่าง Macbook ก็เป็นการพิมพ์แบบนี้</li>
</ul>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/computer_keyboard_11.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1473" title="computer_keyboard_11" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/computer_keyboard_11-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<ul>
<li>Laser etching<br />
เป็นการใช้ laser ยิงลงไปที่ตัว แป้นพิมพ์โดยตรง ทำให้ตัวหนังไม่เลือน แต่มีข้อเสียคือ มันสัมผัสได้ถึงตัวหนังสือ บนแป้น<a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/kbmania.png" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1474" title="kbmania" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/kbmania-300x224.png" alt="" width="300" height="224" /></a></li>
<li>Dye sublimation<br />
เป็นวิธีการเอาสีมาลงในส่วนของ เนื้อพลาสติกที่หายไป วิธีนี้ดีกว่าสองแบบที่กล่าวมา<a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/user65770_pic22313_1298757949.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1475" title="user65770_pic22313_1298757949" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/user65770_pic22313_1298757949.jpg" alt="" width="300" height="192" /></a></li>
<li>Double-shot<br />
เป็นการเอาพลาสติก สองอันมาประกบกัน ข้อจำกัดของ Key ประเภทนี้ก็คือ มีได้แค่ สองสี แต่ผลที่ได้จากวิธีนี้ตัวหนังสือจะมีความคงทน และไม่เลอะเลือน<a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/user58914_pic13189_1266019176.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-full wp-image-1476" title="user58914_pic13189_1266019176" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/user58914_pic13189_1266019176.jpg" alt="" width="234" height="187" /></a></li>
</ul>
<p>เอาละครับพอรู้เบื้องต้น ของส่วนประกอบต่างๆของ Keyboard ไปแล้ว</p>
<p>มาดูว่าวันนี้ผมมี Keyboard อะไรมาให้ชม นั่นก็คือ</p>
<h1>Filco Majestouch Ninja Tenkeyless</h1>
<p>Keyboard ตัวนี้ผมสั่งมาจาก Hongkong ครับ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ก็นับว่าไม่นานเท่าไหร่ โดย keyboard รุ่นนี้เป็น keyboard แบบ tenkeyless ครับ หมายความว่า ตัดปุ่มพวก numpad ด้านขวาออกไป ทำให้ Keyboard ขนาดเล็กลง</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0619.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1480" title="IMG_0619" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0619-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a></p>
<div>เริ่มด้วยแกะกล่องกันเลยดีกว่าครับ ด้านหน้าของกล่องมีสีดำ พร้อมนินจา</div>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0630.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1481" title="IMG_0630" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0630-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a></p>
<p>ข้างหลังบอกรายละเอียดต่างๆ ( Filco Keyboard นี้บริษัทของบริษัทญี่ปุ่น แต่รุ่นนี้ผลิตในไต้หวัน )</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0631.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1482" title="IMG_0631" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0631-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a></p>
<p>แกะกล่องออกมา ก็จะเห็น Keyboard หน้าตาแบบนี้ครับ</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0624.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1484" title="IMG_0624" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0624-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a></p>
<p>ถ้ามองจากข้างบนจะเห็น Keyboard มีสีดำสนิท ไม่มีตัวหนังสือใดๆ  อยู่บน Key cap เลย</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0621.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1485" title="IMG_0621" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0621-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0623.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1488" title="IMG_0623" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0623-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p>แต่เมื่อมาดูด้านข้างกัน ก็จะเห็นว่ามีตัวหนังสือแอบซ่อนไว้ ( ถึงได้ชื่อรุ่นนี้ว่ารุ่น Ninja ) เท่ไม่เบา เอามาวางเข้ากับ mouse ก็ดูดีมากทีเดียว<br />
รุ่นนี้ตัวหนังสือ Filco ด้านล่างขวาเป็นโลหะสีดำมัน สวยงาม และนอกจาก keyboard แล้วยังมี อุปกรณ์เสริมอีก 3 อย่างครับคือ</p>
<ul>
<li>Key cap Puller</li>
<li>Windows Key cap 2 ชิ้น</li>
<li>PS2/USB</li>
</ul>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0629.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1486" title="IMG_0629" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0629-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a></p>
<p>ซึ่งเราสามารถใช้ Key puller ช่วยอำนวยความสะดวกในการแกะ key cap และมี USB/PS2 ไว้ใช้งานอีกด้วย</p>
<p>หลังจากเห็นหน้าตาและความสวยงามของ Filco Majestouch Ninja ไปแล้ว เราก็ลองมาแกะดูภายในกันครับ<br />
เมื่อทำการแกะ keycap ออกมาดูก็จะเห็น cherry switch เป็นสีน้ำตาล</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0626.jpg" rel="lightbox[1466]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1487" title="IMG_0626" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2011/06/IMG_0626-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คุณภาพโดยรวมของ Keyboard  นั้นต้องบอกว่า พลาสติกที่ใช้นั้นมีคุณภาพที่ดีมาก การประกอบงานดีสมกับราคา รวมถึงตัวหนังสือบน key cap ต่างๆล้วนแล้วแต่พิมพ์มาอย่างดี ( key cap ใช้ Pad Print ) น้ำหนักประมาณ 1 -2 กิโล โดยรวมแล้ว สุดยอดครับ</p>
<h2>Mac Compatible &amp; Extra Feature</h2>
<p>เท่าที่ผมได้ทดสอบกับ iMac พบว่า Keyboard นั้นใช้งานได้ครับ โดยที่ mac os นั้นจะมองเห็นเป็น keyboard usb ปกติ ( US Layout ) ทำให้ไม่สามารถใช้ Media Key บางอย่างได้ เช่นการลด หรือเพิ่มเสียง แต่อย่างอื่นๆก็ยังทำได้ครบครับ เช่น ปรับแสงหน้าจอ การใช้ expose , dashboard ก็ยังใช้ได้ ถ้าหากอยากใช้งานพวก media key ได้ ก็จะมี mechanical keyboard อย่าง  Matias Tactile Pro 3.0 หรือ Happy Hacking Keyboard ( มี switch เป็นแบบ Topre และราคาแพง )</p>
<p>keyboard รุ่นนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษ N-Key rollover ด้วย นั่นคือ การกด Key ได้พร้อมกันไม่จำกัดจำนวน  ก็อย่างที่บอกไปครับว่า mechanical keyboard นั้นทำงานอิสระ จากกัน ดังนั้นมันจึงสามารถส่งสัญญาณได้แยกกัน เท่าที่ผมทดสอบ การใช้กับ usb จะใช้ได้ประมาณ 7 key พร้อมกัน ส่วน PS2 นั้นใช้ได้ไม่จำกัด ( ทดลองใน windows )</p>
<p>วิธีทดสอบว่า Keyboard ที่ใช้อยู่นั้นว่ามี N-Key หรือเปล่าทดสอบได้ง่ายๆเลยครับ คือลอง กด Shift ทั้งสองข้างพร้อมกัน และพิมพ์ข้อความ ลงใน textbox สีขาวตามนี้ครับ</p>
<p>the quick brown fox jumps over the lazy dog</p>
<form>
<input type="text" name="double_shift_test" size="60" /></form>
<p>&nbsp;</p>
<p>แล้วดูผลลัพธ์ว่าได้แบบนี้หรือเปล่า</p>
<p>THE QUICK BROWN FOX JUMPS OVER THE LAZY LOG</p>
<p>ผมเชื่อว่าหลายคนไม่ได้ผลลัพธ์แบบนี้ครับ อาจจะได้</p>
<p>HE QUIC BROWN OX UMP OVER HE Z OG</p>
<p>จะเห็นได้ว่า ตัวหนังสือมาไม่ครบ</p>
<p>หรือทดสอบแบบจากตรงนี้ก็ได้</p>
<p><iframe src="http://www.microsoft.com/appliedsciences/content/projects/MultiKeyDisplay.aspx" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" width="510" height="155"></iframe><br />
หลายคนอาจจะถามว่า ต้องแคร์ด้วยเหรอกับ จำนวน key ที่กดได้พร้อมกัน คำตอบคือแล้วแต่การใช้งานครับ ( สำหรับผมใช้พิมพ์งานเป็นหลักเลยไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าเล่นเกมส์ก็อาจจะจำเป็นครับ )</p>
<h2>Summary</h2>
<p>ถ้าหากกำลังมองหา Keyboard ไว้ใช้งานดีๆสักตัว ผมบอกได้เลยครับว่า ซื้อ Mechanical Keyboard มาใช้แล้วจะไม่อยากกลับไปใช้ Keyboard แบบเก่าเลย อย่างตัวผมเองต้องใช้ Keyboard ไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชม. ดังนั้นแล้วถ้ามี keyboard ดีๆ มันก็น่าจะดี แต่ก็อย่างที่บอกไปครับว่า keyboard แบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง ถ้าคิดจะซื้อผมแนะนำให้หาข้อมูลก่อนครับ ยิ่งถ้าเป็น mac ด้วยแล้วต้องดูก่อนด้วยครับว่า มันใช้งานด้วยกันได้ด้วยหรือเปล่า</p>
<p>สำหรับวันนี้ก็ขอลาละครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>credit: http://www.overclock.net/keyboards/491752-mechanical-keyboard-guide.html</p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<p class='technorati-tags'>Technorati Tags: <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/filco' rel='tag' target='_self'>filco</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/hardware' rel='tag' target='_self'>hardware</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/keyboard' rel='tag' target='_self'>keyboard</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/mechanical+keyboard' rel='tag' target='_self'>mechanical keyboard</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/review' rel='tag' target='_self'>review</a></p>

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2011/06/08/review-filco-majestouch-ninja-keyboard/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iOS Roadmap ( Again )</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2011/06/06/ios-roadmap-again/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2011/06/06/ios-roadmap-again/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Jun 2011 20:23:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1459</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ผมห่างหายจากการเขียน Blog ไปนานมาก ผมก็พยายามจะกลับมาเขียนอีกครั้ง แต่วันนี้คงยังไม่ได้เขียนอะไร update หรือ tutorial อะไรใหม่ๆนะครับ ผมอยากจะเขียนเรื่องเดิม แต่เอามาเล่าให้ฟังอีกครั้ง หลายคนเป็นมือใหม่มากๆ ก็อาจจะยัง งง และงมเข็มไม่ถูก ดังนั้นวันนี้ผมบอกแนวทางในการเป็น iOS Developer นะครับว่า คุณควรจะไปศึกษาอะไร และไม่ควรไปศึกษาอะไร &#160; Language ครั้งก่อนโน้นผมเคยบอกว่า ภาษาที่ควรไปศึกษามีด้วยกันทั้งหมด 3 ภาษา คือ C , Objective-C , C# แต่วันนี้ผมขอฟันธงเลยครับว่า รู้แค่นี้ก็พอแล้วนั่นคือ English ก่อนจะไปรู้ภาษาในการเขียนโปรแกรม ควรศึกษาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมครับ มันช่วยได้เยอะมาก เพราะหนังสือต่างประเทศดีๆ เยอะมาก แต่เขียนด้วยภาษาอังกฤษ ฉนั้นแล้วถ้าหากภาษาอังกฤษ ยังไม่ดีก็ลำบากครับ Objective-C เป็นภาษาหลักในการเขียน iOS ไม่ว่าจะเป็น iPad , iPhone หรือแม้กระทั่ง Mac OS ก็ใช้ภาษา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ผมห่างหายจากการเขียน Blog ไปนานมาก ผมก็พยายามจะกลับมาเขียนอีกครั้ง แต่วันนี้คงยังไม่ได้เขียนอะไร update หรือ tutorial อะไรใหม่ๆนะครับ ผมอยากจะเขียนเรื่องเดิม แต่เอามาเล่าให้ฟังอีกครั้ง หลายคนเป็นมือใหม่มากๆ ก็อาจจะยัง งง และงมเข็มไม่ถูก ดังนั้นวันนี้ผมบอกแนวทางในการเป็น iOS Developer นะครับว่า คุณควรจะไปศึกษาอะไร และไม่ควรไปศึกษาอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>Language</h2>
<p>ครั้งก่อนโน้นผมเคยบอกว่า ภาษาที่ควรไปศึกษามีด้วยกันทั้งหมด 3 ภาษา คือ C , Objective-C , C# แต่วันนี้ผมขอฟันธงเลยครับว่า รู้แค่นี้ก็พอแล้วนั่นคือ</p>
<ul>
<li>English<br />
ก่อนจะไปรู้ภาษาในการเขียนโปรแกรม ควรศึกษาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมครับ มันช่วยได้เยอะมาก เพราะหนังสือต่างประเทศดีๆ เยอะมาก แต่เขียนด้วยภาษาอังกฤษ ฉนั้นแล้วถ้าหากภาษาอังกฤษ ยังไม่ดีก็ลำบากครับ</li>
<li>Objective-C<br />
เป็นภาษาหลักในการเขียน iOS ไม่ว่าจะเป็น iPad , iPhone หรือแม้กระทั่ง Mac OS ก็ใช้ภาษา Objective-C เป็นหลัก รู้และต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วยครับ</li>
<li>C/C++<br />
ภาษานี้เป็นภาษาที่เก่ามากแล้วครับ หาหนังสืออ่านได้ง่าย ( แต่หาหนังสือภาษาไทยดีๆ ไม่ค่อยมี ) จริงๆแล้วภาษานี้เป็นส่วนเสริมครับ เพราะว่า ถ้าได้เริ่มเขียน objective-c ไปสักพัก บางอย่างของภาษา c ก็ยังจำเป็นต้องรู้ เช่น pointer หรือการใช้ macro ต่างๆ และถ้าต้องการจะเขียนเกมส์ด้วยแล้ว มันมีประโยชน์แน่นอน</li>
</ul>
<p>แล้วภาษา C# ละ หรือ Action script ( Flash ) ?</p>
<p>คำตอบจากผมง่ายๆเลยครับ คือไม่มีประโยชน์<br />
ทำไมถึงไม่มีประโยชน์ ก็เพราะว่าภาษาเหล่านี้ไม่ได้เป็นภาษาที่ได้รับการสนับสนุนจาก Apple เลย อาจจะได้ข่าวแว่วๆว่า เขียน iOS เขียนได้ด้วย C# หรือ Adobe Flash CS5 แปลงเป็น iOS App ก็ได้นะ .. ใช่ครับ มันเคยมีข่าว แต่ข่าวนั้นมันก็ตั้งหลายปีมาแล้ว และยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นจริง ถ้าหากคุณมัวแต่รอว่าเมื่อไหร่ Adobe จะทำให้ Flash แปลงเป็น iOS ได้ หรือรอว่า เมื่อไหร่จะทำให้  C# เขียน iOS ได้ .. ผมบอกได้คำเดียวว่า เสียเวลาครับ เอาเวลารอ มาเริ่มเขียน Objective-C ยังจะดีซะกว่า  การเริ่มต้นใหม่กับการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ไม่เสียเวลาหรอกครับ และมันก็จะเปิดโลก ของคุณด้วยต่างหาก</p>
<h2>Framework , Library</h2>
<p>ตอนนี้ผมบอกได้คำเดียวเลยครับ CocoaTouch ครับคือคำตอบ เพราะมันหัวใจของ iOS ส่วน Library อื่นที่ควรจะรู้ไว้คือ</p>
<ul>
<li>Cocos2d ถ้าสนใจเกมส์  2D นี่คือ Engine ที่ดีที่สุดแล้ว</li>
<li>FMDB ไว้คอยช่วยเขียน SQLLite</li>
<li>ASIHttp สุดยอด Network</li>
<li>Three20 นี่ก็สุดยอด เป็น Lib ที่ Facebook ใช้งาน</li>
</ul>
<h2>Game</h2>
<p>ถ้าอยากเขียน Game ใน iOS  ผมมีแนวทางแนะนำดังนี้ครับ</p>
<ul>
<li>ศึกษา Objective-C ให้ลึกซึ้งครับ</li>
<li>ศึกษา C ไว้ด้วย</li>
<li>ศึกษา iPhone SDK ไว้นิดหน่อยก็พอแล้ว เช่นสร้าง App อย่างง่ายๆ รู้ว่า UIView คืออะไร UIWindows คืออะไร ก็เพียงพอต่อการเขียนเกมส์แล้วครับ</li>
<li>ถ้าเขียนเกมส์ 2D ผมแนะนำให้ไปศึกษา Cocos2D ครับ เพราะนี่คือ 2D Engine ที่มีคนใช้เยอะมากๆ และก้อเขียนง่ายมากด้วย</li>
</ul>
<p>อย่าไปหาพวก Tool ช่วยอย่างพวก RPGMaker , darkbasic , CDX , GameMaker อะไรแบบนี้เลยครับ เสียเวลาปล่าวๆ</p>
<p>ในมุมมองของส่วนตัวของผมเอง คิดว่าการจะเขียนเกมส์นั้นต่างจากเขียน Application ปกติ เพราะจำเป็นต้องรู้ถึงแก่นมันจริงๆครับ รู้ว่าทำไมคำสั่งนี้ มันถึงวาดออกมาเป็นรูปได้ รวมถึงรู้ OpenGL บ้างว่ามันทำงานยังไง เพราะถ้าคุณไม่รู้ สุดท้ายคุณก็จะตันครับ .. คุณจะไม่รู้วิธีการทำให้เกมส์ มีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับ Texture , การประหยัด Memory ( เพราะมือถือมี memory ที่จำกัด ) และอื่นๆอีกมากมาย</p>
<p>อย่างที่ผมแนะนำไป ศึกษา Objective-C โดยเฉพาะเรื่อง memory ให้ถ่องแท้ และไปดูพวก Cocos2D ดีกว่าครับ</p>
<h2>เรียนเขียนโปรแกรมที่ไหนดี ?</h2>
<p>พุดกันตรงๆนะครับว่า ถ้าจะเลือกที่เรียนเขียน iOS ผมแนะนำว่า ควรจะดูก่อนครับว่า ผู้สอนเค้าทำ Application อะไรมาบ้าง ? แล้วถ้าคุณเห็น App ของคนสอนแล้ว ก็น่าจะตัดสินใจได้แล้วครับ ว่าคนสอนรู้จริงๆหรือเปล่า ถ้าเค้าทำ App มาไม่ดี แล้วเค้าจะมาสอนเราให้เขียน app ได้ออกมาดีได้ยังไง ? จริงไหมครับ</p>
<p>แต่ถ้ามีเวลา อ่านหนังสือแล้วลงมือเองครับ ดีที่สุด  รวมถึงการใช้ iPhone ของคุณให้เป็นประโยชน์ โดยการโหลดคอรสการเขียนโปรแกรมจาก Standford ใน iTune มาดู รับรองไม่ยากครับ</p>
<h2>ติดปัญหา ?</h2>
<p>Internet ครับ คือคำตอบ คุณมีเพื่อนร่วมชะตากรรม บนโลกตั้งมากมาย ที่เริ่มเขียน iOS ลองหากลุ่ม หรือ twitter ก็ช่วยท่านได้ ลอง follow ผมแล้วถามผมก็ได้ หรือถามก็ได้ว่ามีคนไหนน่าติดตามบ้าง จริงๆตัวผมเองพยายามจะทำ Web board ไว้คอยช่วยเหลือ นะ แต่เจอพวก spam  เข้าไปเยอะมากจนเซ็ง</p>
<p>สุดท้ายครับ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนครับ อย่างที่ผมได้บอกไว้ว่า แต่ก่อนผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Objective-C คืออะไร XCode ใช้ยังไง แม้กระทั่ง Mac ก็ยังใช้ไม่เป็น แต่ก็หัดเอง อ่านเอง ทำเอง เรียนรู้เองด้วยความพยายาม ( ท้อ ก็มีบ้าง แต่ไม่ถอย )</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้คือ ไม่ใช่ว่าผมเก่งกว่าพวกคุณ หรือผมฉลาดกว่า แต่ผมมีความเพียรเท่านั้นเหละครับ มันทำให้ผมสำเร็จ</p>
<p>&nbsp;</p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2011/06/06/ios-roadmap-again/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iPhone by TRUE , dtac , AIS</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2010/10/22/iphone-by-true-dtac-ais/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2010/10/22/iphone-by-true-dtac-ais/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Oct 2010 08:26:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1450</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้มีประสบการณ์ซื้อมากกว่า 2 เครื่อง จากต่างค่าย และหลายคนคงได้อ่านบทความเกี่ยวกับว่า ซื้อ iPhone เจ้าไหนดี จากหลายๆเวปไปแล้ว เค้าก็พูดถึงเรื่องของ package ไปหมดแล้ว แต่คราวนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ในการซื้อ iPhone ในส่วนของ การจอง , และบริการหลังการขาย ด้วยประสบการณ์ตรงจากผมรวมถึงเพื่อนๆและความเห็นบางส่วนจาก pantip จริงๆแล้วผมจะสั่งจอง iPhone 4 ตั้งแต่วันแรกที่ให้จอง แต่ผมยังลังเลเพราะอยากได้เครื่องสีขาว ทำให้ผมไม่ได้คิดจองตั้งแต่วันแรกๆ แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเอาสีดำเพราะรอสีขาวไม่ไหว  ในช่วงเวลาที่ผมตัดสินใจจะซื้อนั้น ปรากฎว่าของขาดตลาดครับ ผมพยายามจะซื้อ iPhone4 จากหลายๆค่ายจนกระทั่งคิดว่าจะซื้อของหิ้วเพราะรอไม่ไหว แต่สุดท้ายผมก็ซื้อจากท้ัง 3 เจ้านี่เหละครับ การจองและการรอสินค้า TRUE ผมเดินเข้าไปใน Shop ของทรูถามว่ามี iPhone4 ไม๊ครับ พนักงานก็บอกว่าไม่มีค่ะของขาดตลาด พี่จะจองไม๊ค่ะ แต่ถ้าจะเอา 16 GB. อาจจะต้องรอนานกว่าสองสัปดาห์ ผมก็คิดในใจว่ามันนานอย่างนั้นเลยเหรอ ( ผมไปจองตอนที่ของขาดตลาดมากๆ ) และก็ต้องวางเงินมัดจำห้าพันกว่าบาท ผมก็ลังเลใจเพราะคิดว่ามันนาน แต่สุดท้ายผมก็จองกับทาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้มีประสบการณ์ซื้อมากกว่า 2 เครื่อง จากต่างค่าย และหลายคนคงได้อ่านบทความเกี่ยวกับว่า ซื้อ iPhone เจ้าไหนดี  จากหลายๆเวปไปแล้ว เค้าก็พูดถึงเรื่องของ package ไปหมดแล้ว แต่คราวนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ในการซื้อ iPhone ในส่วนของ  การจอง , และบริการหลังการขาย ด้วยประสบการณ์ตรงจากผมรวมถึงเพื่อนๆและความเห็นบางส่วนจาก  pantip</p>
<p>จริงๆแล้วผมจะสั่งจอง iPhone 4 ตั้งแต่วันแรกที่ให้จอง แต่ผมยังลังเลเพราะอยากได้เครื่องสีขาว ทำให้ผมไม่ได้คิดจองตั้งแต่วันแรกๆ แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเอาสีดำเพราะรอสีขาวไม่ไหว  ในช่วงเวลาที่ผมตัดสินใจจะซื้อนั้น ปรากฎว่าของขาดตลาดครับ ผมพยายามจะซื้อ iPhone4 จากหลายๆค่ายจนกระทั่งคิดว่าจะซื้อของหิ้วเพราะรอไม่ไหว แต่สุดท้ายผมก็ซื้อจากท้ัง 3 เจ้านี่เหละครับ</p>
<p>การจองและการรอสินค้า</p>
<p>TRUE</p>
<p>ผมเดินเข้าไปใน Shop ของทรูถามว่ามี iPhone4 ไม๊ครับ พนักงานก็บอกว่าไม่มีค่ะของขาดตลาด พี่จะจองไม๊ค่ะ แต่ถ้าจะเอา 16 GB. อาจจะต้องรอนานกว่าสองสัปดาห์ ผมก็คิดในใจว่ามันนานอย่างนั้นเลยเหรอ ( ผมไปจองตอนที่ของขาดตลาดมากๆ ) และก็ต้องวางเงินมัดจำห้าพันกว่าบาท ผมก็ลังเลใจเพราะคิดว่ามันนาน แต่สุดท้ายผมก็จองกับทาง true ไปหนึ่งเครื่อง  หลังจากจองเพียงสามสี่วัน ทางทรูก็บอกให้ไปรับเครื่องได้ สรุปว่าไม่นานมากครับ</p>
<p>AIS</p>
<p>ผมไม่ได้จอง iPhone จาก AIS ครับ เพราะว่าผมเคยไปถามที่เคาเตอร์ ก็ได้รับคำตอบว่ายังไม่มีของ ของขาดตลาด ผมถามว่าเมื่อไหร่ของจะเข้า พนักงานตอบผมว่ายังไม่แน่ใจค่ะ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่โทรมาอีกทีค่ะ ถ้าสินค้าเข้ามา ( ตรงนี้ต่างกับของทรูครับ ที่บอกได้ทันทีว่าจะได้ภายใน 1-2 อาทิตย์ ) ผมจึงไม่ได้จอง แต่ผมได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากเวปพันทิปทำให้รู้ว่า AIS Shop บางสาขาเปิดให้เดินเข้าไปซื้อได้เลย !!!! และห้างที่อยู่ละแวกบ้านผมก็มี AIS Shop ที่เปิดให้จองพอดี</p>
<p>เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ไปเซ็นทัล ตั้งแต่เช้าเพื่อไปจอง iPhone4 แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังครับ เพราะว่า  50 เครื่องหมดภายในเวลาไม่ถึง ครึ่งชั่วโมง หลังจากห้างเปิด ผมก็ถามเค้าว่าของจะมีอีกไม๊ พนักก็บอกอย่างหน้าซื่อตาใสว่า &#8221; ไม่มีข้อมูลแจ้งมาค่ะ พี่ต้องมาตั้งแต่เช้าเพื่อมาดูว่ามีของหรือเปล่าเองนะค่ะ&#8221; โอ้ววว สุดยอดครับให้ผมตื่นแต่เช้ามาลุ้นเองว่ามีหรือเปล่า หรือถึงมีของก็ไม่รู้ว่าจะทันเค้าหรือเปล่า ผมตัดสินใจไม่เอามันละ iPhone 4</p>
<p>แต่สุดท้ายด้วยความบังเอิญ สองวันต่อมาผมไปเดินเล่นที่ห้างเดิมในเวลาเที่ยงกว่าๆ<br />
ผมเดินผ่านหน้า AIS ก็ลองไปถามพี่ยาม ที่คอยกดบัตรคิวว่า &#8220;พี่ครับ iPhone4 มีให้จองไม๊ &#8221; พี่ยาม ตอบหน้าตากวนๆ ว่า &#8220;ไม่มีให้จองครับน้อง&#8221; ผมก็นึกในใจว่ามันคงหมดแล้วละมั้ง แต่อีกไม่กี่วินาที พี่ยามก็บอกว่า  &#8220;ไม่มีให้จอง แต่มีขายเลย ตอนนี้เหลือ 3 เครื่อง น้องจะเอาบัตรคิวไม๊ &#8220;  เอ่อพี่ยามครับ พี่ตั้งใจจะกวนผมใช่ไม๊ครับ สรุปว่าผมก็ได้ซื้อในวันนั้นทันที</p>
<p>DTAC</p>
<p>ก่อนที่ผมจะคิดซื้อ iPhone4 จาก true และ ais ค่ายแรกที่ผมคิดคือ ผมจะซื้อจาก dtac เพราะว่าผมเป็นลูกค้าของทาง dtac เกือบๆสิบปีแล้ว ผมพยายามจะจองผ่านเวป แต่ทางเวปก็บอกว่าขออภัยตอนนี้สินค้าขาดตลาด และก็จองไม่ได้</p>
<p>ผมจึงเดินไปถามที่ dtac shop ถามพนักงานครับว่ามี iPhone ไม๊ พนักงานก็บอกเหมือนๆกันนั่นเหละครับว่า ไม่มีของ จะลงชื่อจองไว้ไม๊ค่ะ ผมก็ลงชื่อจองไว้ พร้อมกับเบอร์โทรติดต่อกลับแต่เชื่อไม๊ครับว่า ผมไม่เคยได้รับการติดต่อกลับจาก dtac เลย ผมเข้าไปหาข้อมูลจากคนที่เคยจอง iPhone4 จาก dtac ทำให้รู้ว่าเมื่อทำการจองแล้ว จะได้หมายเลขคิวรับสินค้า แต่ผมไปจองกับที่ shop โดยตรง กลับไม่ได้รหัสหรืออะไรเลย</p>
<p>ผมสรุปว่า ที่ผมไปลงชื่อ ลงเบอร์ไว้วันนั้น พนักงาน dtac ก็คงไม่ได้ทำอะไรต่อ นอกจากเป็นแค่เศษกระดาษที่มีชื่อและเบอร์โทรของผม และหลังจากที่ผมรู้ดังนั้นจึงไปจองกับ ทรู และ ais แทน พูดตรงๆว่า dtac สอบตกในการบริการลูกค้าและผมซึ่งใช้ dtac มาเกือบสิบปีต้องสูญสิ้นความ feel good ต่อ dtac อย่างรุนแรง</p>
<p>สรุป</p>
<p>โดยรวมแล้ว TRUE มีประสบการณ์ในการจอง iPhone ที่มากกว่า AIS , dtac เพราะว่า  เค้าขายเครื่องมาก่อน อะไรๆก็ทำได้ดีกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการจองจากทางเวป  หรือการจองจากทาง Shop การจองสินค้าของทางทรูนั้น คิวการรอสินค้าสั้นกว่า  AIS และ dtac ให้ผมเดา ก็คงจะเอาได้ว่า  ทางทรูคงได้โควต้าจำนวนสินค้ามากกว่าเจ้าอื่น</p>
<p>ส่วน AIS นี่ก็แปลกอย่างตรงที่คนจองผ่านเวปต้องรอคิว แต่ถ้าเราเดินเข้าไปใน shop แล้วถ้าโชคดี ก็ไม่ต้องรอคิว ตรงนี้ผมว่าไม่ใช่การตลาดที่ดีเลย มันทำให้คนจองรู้สึกแย่กับการจอง ลองคิดดูสิครับว่าเพื่อนผมจอง iPhone4 แต่ต้องรอสองอาทิตย์ ส่วนผมเดินเข้าไปซื้อได้เลย แล้วคนที่จองแล้วต้องรอสองอาทิตย์จะไม่เซ็งเหรอ ?</p>
<p>dtac สอบตกอย่างมากกับการนำ iPhone เข้ามาจำหน่าย ตั้งแต่การให้มอเตอร์ไซด์ไปส่งของที่บ้านแล้วครับ การนำ iPhone ของ dtac เข้ามาขายแล้วก็ไม่มีการจัดการที่ดีเลย ผมคิดว่ามันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ ทั้งๆที่ dtac เป็นค่ายที่สอง ที่เอาเครื่องเข้ามาต่อจากทรู แต่กลับทำได้แย่กว่า ais ที่เป็นค่ายสุดท้ายที่เอา iPhone เข้ามาขาย</p>
<p>การรับประกันและการเปลี่ยนสินค้า</p>
<p>ในส่วนนี้ผมไม่ได้เคลมสินค้ากับทุกๆค่ายนะครับ แต่มีพี่ที่ออฟฟิศผมได้ทำการเคลมเครื่องกับทางทรู ปัญหาที่เค้าเจอก็คือไมค์ มันใช้ไม่ได้ ซึ่งเค้าก็เปลี่ยนให้โดยทันที ส่วน AIS กับทาง DTAC ผมไม่มีประสบการณ์โดยตรง แต่เท่าที่ดูกระทู้</p>
<p><a href="http://www.pantip.com/cafe/mbk/topic/T9820104/T9820104.html">http://www.pantip.com/cafe/mbk/topic/T9820104/T9820104.html</a></p>
<p>จากพันทิป ผมคิดว่า dtac น่าจะเป็นค่ายที่มีปัญหาในการเคลม มากที่สุดแล้วครับ</p>
<p>ก็ใช้วิจารณญาณในการอ่านและตัดสินใจดูนะครับ</p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2010/10/22/iphone-by-true-dtac-ais/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iPhone VS Android</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2010/10/15/iphone-vs-android/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2010/10/15/iphone-vs-android/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Oct 2010 04:43:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1435</guid>
		<description><![CDATA[ตอนนี้กระแส Smart Phone อย่าง Android และ iPhone มาแรงมาก ในฐานะที่ผมใช้และเป็นคนเขียน App ทั้ง iPhone และ Android ผมจึงอยากจะแชร์ประสบการณ์ในการพัฒนา ของสอง Platform นี้ในหลายๆส่วนครับ โดยอันดับแรกผมจะขอพูดถึงในส่วนของการพัฒนาโปรแกรมก่อนเลยละกัน Platform พูดถึง Platform ของทั้งสองอย่างมีการแยกสายอย่างชัดเจนครับ คือ Android นั้นเป็น Open Platform ส่วน iPhone เป็น Close Platform การที่มันจะเปิดหรือว่าปิดนั้นก็มีข้อเสียต่างๆกันไป พอจะสรุปได้ว่า ระบบเปิดของ Android มีข้อดี-ข้อเสียคือ เสรี อยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่จำกัด จะแก้ไขอะไรก็ทำได้หมด ทำให้มีอะไรแปลกๆให้ได้ลองกัน มันเปิดเผย source code ให้เห็นกันเลย เราได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมแบบมืออาชีพโดยทางอ้อม มี Hardware หลากหลาย ตั้งแต่ราคาสองสามพัน ไปจนถึงสองสามหมื่นบาท ถูกนำไปใช้กับหลายๆอย่าง ไม่ใช่เพียงแต่โทรศัพท์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้กระแส Smart Phone อย่าง Android และ iPhone มาแรงมาก ในฐานะที่ผมใช้และเป็นคนเขียน App ทั้ง iPhone และ Android ผมจึงอยากจะแชร์ประสบการณ์ในการพัฒนา ของสอง Platform นี้ในหลายๆส่วนครับ โดยอันดับแรกผมจะขอพูดถึงในส่วนของการพัฒนาโปรแกรมก่อนเลยละกัน</p>
<h2>Platform</h2>
<p>พูดถึง Platform ของทั้งสองอย่างมีการแยกสายอย่างชัดเจนครับ คือ Android นั้นเป็น Open Platform ส่วน iPhone เป็น Close Platform การที่มันจะเปิดหรือว่าปิดนั้นก็มีข้อเสียต่างๆกันไป พอจะสรุปได้ว่า</p>
<p><strong>ระบบเปิดของ Android มีข้อดี-ข้อเสียคือ</strong></p>
<ul>
<li>เสรี อยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่จำกัด จะแก้ไขอะไรก็ทำได้หมด ทำให้มีอะไรแปลกๆให้ได้ลองกัน</li>
<li>มันเปิดเผย source code ให้เห็นกันเลย เราได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมแบบมืออาชีพโดยทางอ้อม</li>
<li>มี Hardware หลากหลาย ตั้งแต่ราคาสองสามพัน ไปจนถึงสองสามหมื่นบาท</li>
<li>ถูกนำไปใช้กับหลายๆอย่าง ไม่ใช่เพียงแต่โทรศัพท์</li>
</ul>
<p>ดูเหมือนว่า &#8220;เสรี&#8221; มันจะดูดีนะครับ แต่มันก็เป็นข้อเสียในตัวมันเอง</p>
<ul>
<li>มันมี Hardware หลากหลายเกินไป มันเป็นเรื่องที่ยากและวุ่นวายสำหรับนักพัฒนา ที่จะเขียนโปรแกรมให้ครอบคลุมรองรับทุกๆ Hardware ยกตัวอย่างเช่น อยากจะเขียนเกมส์ สักหนึ่งเกมส์ แต่ด้วยขนาดของหน้าจอที่หลากหลาย และประสิทธิภาพของเครื่องที่ไม่เหมือนกัน จะเขียนให้มันใช้ได้กับทุกๆเครื่อง ย่อมเป็นไปได้ยาก</li>
<li>การ update firmware แต่ละครั้ง ต้องรอให้ผู้ผลิตออก firmware ใหม่ๆ ซึ่งมันใช้เวลานาน บางเจ้าไม่ออกมาเลยก็มี</li>
<li>ไม่มีมาตรฐาน ( เหมือนจะมี แต่เอาจริงๆ ก็ไม่มี ) แต่ละเจ้าก็พัฒนาเป็นของตัวเอง</li>
</ul>
<p><strong>ระบบปิดของ iPhone มีข้อดี-ข้อเสียคือ</strong></p>
<ul>
<li>เราไม่สามารถแก้ไขได้อย่างอิสระ ต้องทำตามที่ทาง Apple มีมาให้</li>
<li>Hardware มีไม่กี่รุ่น และราคาสูง</li>
</ul>
<p>ข้อดีคือ</p>
<ul>
<li>เนื่องจากเครื่องมันมีน้อยรุ่น ดังนั้นโปรแกรมของเราจะใช้งานได้แทบจะทุกๆเครื่อง ยกตัวอย่างกรณีเขียนเกมส์ ก็ไม่ต้องมาคิดแล้วว่า หน้าจอจะมีขนาดเท่าไหร่ เพราะหน้าจอมี แค่ 3 ขนาด</li>
<li>Firmware Update เร็วมาก</li>
</ul>
<p>จากประสบการณ์ของผมเปิดหรือปิด ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือโปรแกรม ที่ผมเขียนไปนั้นสามารถใช้ได้กับเครื่องในตลาดส่วนมากได้หรือเปล่า เพราะต่อให้เราเขียนโปรแกรมดีๆ แต่ไม่สามารถใช้ได้กับเครื่องในตลาด ก็เท่านั้นเหละครับ</p>
<h2>SDK , Tools , Document</h2>
<p>Android มีเครื่องมือหลักในพัฒนาชื่อว่า Eclipse ซึ่งเป็น IDE ที่สามารถใช้ได้ทั้ง Mac , Windows , Linux แต่ Google ก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องใช้ Eclipse นะครับ เราอยากจะใช้อะไรพัฒนาก็ได้  ส่วน iPhone มีเครื่องมือชื่อ XCode ถึงแม้ว่าทาง Apple จะอนุโลมให้ใช้ tool อื่นๆได้ในอนาคต ( เช่น Flash5 ) แต่ก็ใช้ได้เฉพาะกับ Mac เท่านั้น สำหรับคนที่ไม่มี Mac ก็ปิดประตูเลยครับ</p>
<p>จากประสบการณ์ใช้งานของผมเทียบระหว่าง Eclipse กับ XCode ว่าอะไรดีกว่ากัน  ผมบอกได้ง่ายๆเลยครับว่า XCode ดีกว่า Eclipse แทบจะทุกๆอย่าง  เท่าที่ผมใช้มาตั้งแต่ Visual Studio , XCode , Eclipse ส่วนตัวผมคิดว่า  Eclipse เป็น Tools ที่แย่ที่สุดเลย ประเด็นสำคัญคือ มันทำงานช้า</p>
<p><strong>SDK</strong></p>
<p>เมื่อเรามีเครื่องมือแล้ว ต่อไปก็คือ SDK ครับ พูดถึง Android แล้วการโหลด SDK นั้นเปิดกว้างให้กับคนทั่วไปๆ เข้าไปโหลดได้เลย ไม่ต้องสมัครสมาชิกอะไรให้ยุ่งยาก แต่เมื่อโหลดมาแล้ว ก็จะพบว่ายังใช้ไม่ได้เลย ต้อง configure อะไรอีกมากพอสมควร เช่นลง plugin สำหรับ eclipse ที่สำคัญในเวปตอนโหลด ขนาดไฟล์มันบอก 22 Mb แต่เอาจริงๆแล้วมันเป็นแค่ start package หากจะใช้งานจริงก็ต้องโหลด อีกกว่า 1 GB กว่าๆอยู่ดี</p>
<p>ส่วน iPhone SDK ต้องสมัครสมาชิกก่อนถึงจะโหลดได้ เมื่อเข้าไปโหลด SDK อาจจะร้องไห้น้ำตาร่วง เพราะขนาด SDK ใหญ่มากๆ เกือบๆ 3 Gb. เพราะมันรวมเอา tools ทุกอย่างเข้ามาด้วย แต่เมื่อโหลดเสร็จ ก็ไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรเพิ่มเติมครับ เปิด xcode มาก็ใช้งานได้เลย</p>
<p>สรุปคือ Android ดีตรงที่ขนาดของไฟล์ SDK นั้นน้อยกว่า iPhone เยอะมากครับ ถ้าหากมีการ update sdk ก็เพิ่มมาแค่ไม่กี่ Mb. ไม่ต้องโหลดใหม่ทั้งก้อน ส่วน iPhone นั้นจะเปลี่ยน version sdk ทีก็คือโหลดใหม่คราวละ 3 GB นั่นเหละครับ แต่ข้อดีคือ ติดตั้งเสร็จใช้งานได้ทันที</p>
<p><strong>Android Interface Design Tool</strong></p>
<p style="text-align: left;">ในการออกแบบ interface โปรแกรมด้วย Android เราสามารถออกแบบ interface ได้ด้วย eclipse ( จริงๆมันเป็นแค่ xml ) เท่าที่ใช้งานมา บอกได้คำเดียวว่าแย่มาก</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/09/Android.gif" rel="lightbox[1435]"><img class="size-medium wp-image-1438 aligncenter" title="Android" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/09/Android-286x300.gif" alt="" width="286" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: left;">จากรูปครับ จะเห็นด้านซ้ายมือว่ามี UI หลายอย่างให้เลือกเล่น แต่มันไม่ง่ายเลยครับ ที่เราจะรู้ได้ว่าเมื่อเราลากมันลงมาใช้งานมันคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น Button จาก tool จะเห็นแค่วงกลม แล้วก็มีตัว B สีเขียวข้างใน พร้อมกับคำว่า Button เราก็อาจจะพอเดาๆได้ว่ามันน่าจะเป็นปุ่ม ให้กด แต่มันเป็นปุ่มแบบไหนละ ? สี่เหลี่ยมมุมแหลม ? วงกลม ? สี่เหลี่ยมจตุรัส ?</p>
<p style="text-align: left;">นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็ยังมีเรื่องของ การวาง Layout ครับ เนื่องจากว่า Android มีการวาง Layout หลายแบบมาก การจัดวางปุ่ม รูปภาพ หรือส่วนอื่นๆ เป็นไปอย่างลำบาก และสับสน สำหรับผู้ที่เริ่มศึกษา</p>
<p style="text-align: left;"><strong>iPhone Interface Design Tool<br />
</strong></p>
<p style="text-align: left;">การออกแบบหน้าตาของโปรแกรมสำหรับ iPhone นั้นต้องออกแบบด้วย Interface Builder ครับ เมื่อเปิดขึ้นมาหน้าตาก็ประมาณแบบนี้</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/10/ib.gif" rel="lightbox[1435]"><img class="size-medium wp-image-1440 aligncenter" title="ib" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/10/ib-300x239.gif" alt="" width="300" height="239" /></a></p>
<p style="text-align: left;">การใช้ control ต่างๆมีคำอธิบาย และเห็นรูปอย่างชัดเจน อาทิเช่น ปุ่มเหมือนกัน ก็มีรูปประกอบชัดเจน คือสี่เหลี่ยมสีขาวมน เมื่อลากวางลง ก็จะเห็น ปุ่มสีขาวมนเช่นกัน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>Android Emulator</strong></p>
<p>ก่อนที่จะใช้งานได้ ต้องสร้าง ADV ( สร้างแบบจำลองเครื่อง ) กำหนดขนาดหน้าจอ ขนาด memory , SD-Card , กำหนดได้หมดครับว่าอยากได้เครื่องแบบไหน เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว เราถึงจะใช้งานได้ แต่ว่า มันช้ามากกกกกกกกกกกกกก ย้ำครับว่าช้ามาก แค่รอให้มันบูตนี่ก็กินเวลาไปเกือบนาที</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/10/emulator-wvga800l.png" rel="lightbox[1435]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1441" title="emulator-wvga800l" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/10/emulator-wvga800l-300x285.png" alt="" width="300" height="285" /></a></p>
<p><strong>iPhone Simulator</strong></p>
<p>ต้องยกนิ้วให้เลยครับ iPhone simulator ทำงานได้เร็วมาก กด run/debug ใน xcode รอแค่ไม่กี่วินาที ก็เปิด simulator แล้วก็ใช้งานได้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะดีกว่า android emulator แบบไม่เห็นฝุ่น ถ้าจะขาดก็อย่างเดียวคือ มันจำลอง GPS เหมือน android ไม่ได้</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/10/ip_si.gif" rel="lightbox[1435]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1442" title="ip_si" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/10/ip_si-156x300.gif" alt="" width="156" height="300" /></a></p>
<p><strong>Document</strong></p>
<p>ในส่วนของ document ทั้งของ Android และ iPhone มีให้เยอะมากครับ แต่จากประสบการณ์ที่เขียนมา iPhone ยังทำได้ดีกว่า มีรายละเอียดมากกว่า อธิบายละเอียด แต่ android มีข้อดีอย่างคือ พวกตัวอย่าง source code หาง่ายกว่า iphone เยอะครับ เพราะมัน open source</p>
<h2>Market</h2>
<p>ในการซื้อขาย Application สำหรับ Android ทำได้ยากกว่า iPhone ครับ และที่สำคัญยังไม่เปิดสำหรับประเทศไทย คนใช้ Android หลายคนบอกผมว่า Appstore ของ Apple นั้นมีโปรแกรม ไฟฉาย เป็นร้อยๆโปรแกรม .. แต่ผมว่าใน Android Market ก็มีโปรแกรมนาฬิกาเป็นร้อยๆโปรแกรมเหมือนกันนั่นเหละครับ <img src='http://www.macfeteria.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ถ้าไม่นับเรื่องความสะดวกในการซื้อขาย พูดในเรื่องของ ทำโปรแกรมเสร็จแล้ว จะขายที่ไหนมันจะดีกว่า ระหว่าง Appstore กับ Market ผมฟันธงให้เลยครับว่า Appstore อนาคตสดใสกว่ามาก ถ้าคุณเป็นนักพัฒนาที่อยากจะทำโปรแกรมสักตัวแล้วขาย Appstore คือคำตอบครับ เหตุผลหลายอย่างก็คือ</p>
<ul>
<li>จริงอยู่ว่า iPhone นั้นเมื่อทำการ jailbreak ก็โหลด app เถื่อนมาใช้ก็ได้ แบบนี้คนก็ไม่ซื้อโปรแกรมของเรานะสิ .. มันไม่จริงนะครับ เทียบจำนวนคนซื้อ app และคนโหลด app เถื่อนแล้ว คนซื้อ app ก็ยังมีจำนวนมากกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว</li>
<li>Android ก็มีการ root เครื่องเหมือนกับ jailbreak นั่นเหละ .. แต่จากการสำรวจแล้ว ผู้ใช้ Android ไม่ค่อยยอมควักเงินจ่ายค่า app ครับ</li>
<li>ระบบจัดการ Application ทางฝั่ง apple ทำได้ง่ายกว่า google มาก แต่ apple ก็มีปัญหาเรื่องการ approve ที่จุกจิก</li>
</ul>
<p><strong>บทส่งท้าย</strong></p>
<p>จากประสบการณ์ของผมในการพัฒนา Application ทั้งสอง ผมคิดว่าการเขียนโปรแกรมสำหรับ iPhone นั้น ทำได้ง่ายกว่า Android มาก ถึงแม้ว่า android จะกำลังมาแรง และดูน่ากลัว แต่ผมก็ยังเชื่อว่าน่าจะใช้เวลาอีกสองสามปีกว่าจะเข้าที่ และถ้าคิดจะหาเงินจากการเขียน application ผมก็ยังมองว่า android ยังไม่ใช่คำตอบสำหรับวันนี้</p>
<p>ไม่ว่าจะเขียน Android หรือเขียน iPhone ผมว่าก็ยังน่าสนใจทั้งสองอย่างนั่นเหละครับ โอกาสยังเปิดอยู่อีกมาก</p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2010/10/15/iphone-vs-android/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>New Forum Available at Area51</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2010/08/10/new-forum-available-at-area51/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2010/08/10/new-forum-available-at-area51/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Aug 2010 18:02:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1430</guid>
		<description><![CDATA[สืบเนื่องจากว่า Forum ทางเวปนั้นผมไม่อาจจะควบคุม Spam User ได้แล้ว ก็มีปัญหากับ Security ของ WordPress ครับ ผมจึงตัดสินใจว่าจะ ย้ายไปยังที่แห่งใหม่นั่นคือ http://area51.stackexchange.com/proposals/16514/thai-cocoa-developer ซึ่งเป็น forum คล้ายๆกับ stackoverflow.com ครับ แล้วก็ฟรีด้วย แต่ติดปัญหาที่ว่าต้องมีคนมาใช้งาน และมีจำนวน Topic ที่มากพอถึงจะผ่าน proposal ถ้าไม่ผ่าน มีคนใช้น้อย ก็จะถูกลบออกไป ฉนั้นแล้วช่วยกัน Register แล้วก็เข้าไปใช้งานกันเยอะครับ ลงทะเบียนหน้านี้ครับ http://area51.stackexchange.com/users/login?returnurl=%2fproposals%2f16514%2fthai-cocoa-developer วิธีการก็ไม่ได้ยากครับ แค่มี OpenID ก็ใช้ได้แล้วครับ ถ้าใครยังไม่มี OpenID ก็สมัครได้ครับ มีหลายเจ้ามาก ทั้ง google , yahoo , wordpress ก็ใช้ได้ ขอบคุณครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สืบเนื่องจากว่า Forum ทางเวปนั้นผมไม่อาจจะควบคุม Spam User ได้แล้ว ก็มีปัญหากับ Security ของ WordPress ครับ ผมจึงตัดสินใจว่าจะ ย้ายไปยังที่แห่งใหม่นั่นคือ <a href="http://area51.stackexchange.com/proposals/16514/thai-cocoa-developer">http://area51.stackexchange.com/proposals/16514/thai-cocoa-developer</a> ซึ่งเป็น forum คล้ายๆกับ stackoverflow.com ครับ แล้วก็ฟรีด้วย แต่ติดปัญหาที่ว่าต้องมีคนมาใช้งาน และมีจำนวน Topic ที่มากพอถึงจะผ่าน proposal</p>
<p>ถ้าไม่ผ่าน มีคนใช้น้อย ก็จะถูกลบออกไป ฉนั้นแล้วช่วยกัน Register แล้วก็เข้าไปใช้งานกันเยอะครับ</p>
<p>ลงทะเบียนหน้านี้ครับ <a href="http://area51.stackexchange.com/users/login?returnurl=%2fproposals%2f16514%2fthai-cocoa-developer">http://area51.stackexchange.com/users/login?returnurl=%2fproposals%2f16514%2fthai-cocoa-developer</a></p>
<p>วิธีการก็ไม่ได้ยากครับ แค่มี OpenID ก็ใช้ได้แล้วครับ ถ้าใครยังไม่มี OpenID ก็สมัครได้ครับ มีหลายเจ้ามาก ทั้ง google , yahoo , wordpress ก็ใช้ได้</p>
<p>ขอบคุณครับ <img src='http://www.macfeteria.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2010/08/10/new-forum-available-at-area51/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Steam for mac</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2010/05/14/steam-for-mac/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2010/05/14/steam-for-mac/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 03:20:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[game]]></category>
		<category><![CDATA[mac]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[steam]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1367</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนที่ผมจะใช้ Mac ผมใช้ Windows มาก่อน เคยสงสัยกันไม๊ว่าทำไม mac ถึงไม่ค่อยมีเกมส์ให้เล่น เหมือน windows ทำไมถึงไม่ค่อยมีเกมส์ใน Mac ? คำตอบง่ายๆเลยครับ การลงทุนพัฒนาเกมส์ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง เมื่อลงทุนสูงเค้าก็ต้องการยอดขายในปริมาณมาก และสมัยก่อนคนใช้ Mac ไม่เยอะครับ เทียบกับ Windows แล้วคนละเรื่องเลย เทียบทั่วโลกแล้วคนใช้ windows ต่อ mac อาจจะน้อยกว่า 100 คนต่อ 5 ด้วยซ้ำไป แต่ในปัจจุบันคนใช้ mac มากขึ้น การลงทุนในการพัฒนาเกมส์สำหรับ mac ก็ดูจะคุ้มขึ้นมาหน่อย และอีกอย่างครับเรื่องปัญหาทางเทคนิคบางประการเช่น การเขียนโปรแกรม mac กับ windows นั้นแตกต่างกันอย่างมาก เอาง่ายๆว่าถ้าสมมติว่า เราต้องเขียนเกมส์ขึ้นมาสักเกมส์เราก็ต้องเลือกแล้วครับจะเขียนโดยใช้ DirectX หรือ OpenGL ถ้าหากว่าเลือกใช้ DirectX ก็จะไม่สามารถนำ code ไปใช้ต่อใน Windows ได้เลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนที่ผมจะใช้ Mac ผมใช้ Windows มาก่อน เคยสงสัยกันไม๊ว่าทำไม mac ถึงไม่ค่อยมีเกมส์ให้เล่น เหมือน windows</p>
<h2>ทำไมถึงไม่ค่อยมีเกมส์ใน Mac ?</h2>
<p>คำตอบง่ายๆเลยครับ การลงทุนพัฒนาเกมส์ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง เมื่อลงทุนสูงเค้าก็ต้องการยอดขายในปริมาณมาก และสมัยก่อนคนใช้ Mac ไม่เยอะครับ เทียบกับ Windows แล้วคนละเรื่องเลย เทียบทั่วโลกแล้วคนใช้ windows ต่อ mac อาจจะน้อยกว่า 100 คนต่อ 5 ด้วยซ้ำไป แต่ในปัจจุบันคนใช้ mac มากขึ้น การลงทุนในการพัฒนาเกมส์สำหรับ mac ก็ดูจะคุ้มขึ้นมาหน่อย และอีกอย่างครับเรื่องปัญหาทางเทคนิคบางประการเช่น การเขียนโปรแกรม mac กับ windows นั้นแตกต่างกันอย่างมาก เอาง่ายๆว่าถ้าสมมติว่า เราต้องเขียนเกมส์ขึ้นมาสักเกมส์เราก็ต้องเลือกแล้วครับจะเขียนโดยใช้ DirectX หรือ OpenGL ถ้าหากว่าเลือกใช้ DirectX ก็จะไม่สามารถนำ code ไปใช้ต่อใน Windows ได้เลย แต่ถ้าหากใช้ OpenGL เขียน code บางส่วนสามารถนำกลับไปใช้ ใน mac หรือ linux ได้ และในจุดนี้เองทาง Windows มีการพัฒนา DirectX ที่ไปไวมากๆ และใช้งานง่ายกว่า OpenGL มีทั้ง document ต่างๆมากมาย update ใหม่ๆเข้ามาตลอด ในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าการเขียนโปรแกรมด้วย OpenGL จะสามารถนำ code บางส่วนที่ได้เขียนไป สามารถเอาไปใช้ได้ แต่ว่ามันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทางผู้ผลิตจึงเลือกที่จะพัฒนาเกมส์โดยใช้ DirectX เป็นหลักทำให้ code โดยส่วนมากไม่สามารถนำมาใช้ได้ อย่าลืมนะครับ code นี่ไม่ใช่พันสองพันบรรทัด บางเกมส์เป็นแสนๆบรรทัด นี่ก็เป็นสาเหตุทำให้ผู้พัฒนาเลือกที่จะลงทุนกับ Windows ซะมากกว่า</p>
<h2>What is Steam ?</h2>
<p>วันนี้เป็นวันแรกที่ Steam ได้ออกเวอร์ชั่นสำหรับ mac  สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า Steam นั้นคืออะไรขออธิบายง่ายๆนะครับว่า Steam  นั้นก็เหมือนกับ App Store  นั่นเหละครับ เพียงแต่ Steam นั้นขายเกมส์  เราต้องการเกมส์อะไรก็ซื้อแล้วก็ Download มาเล่นได้ทันที  ถ้าเราย้ายเครื่องก็ไม่ต้องพกแผ่นไปเล่นแต่อย่างใด แค่เปิด Steam แล้วก็  Login พร้อมกับ Download เกมส์ที่ได้ซื้อไว้ ก็เล่นได้แล้ว</p>
<p>Steam  ได้พัฒนาจากบริษัท valve ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเกมส์ดังๆอย่าง Half-Life ,  Counter-Strike และมีเครื่องมือพัฒนาเกมส์ในชื่อ Source Engine คิดว่าหลายคนน่าจะพอคุ้นชื่อเกมส์เหล่านี้ เกมส์ดังๆหลายเกมส์ก็ได้จำหน่ายผ่านทาง Steam อาทิเช่น Football Manager , Bioshock</p>
<p>แน่นอนว่าการมาของ Steam นั้น มันทำให้ mac มีเกมส์เล่นมากขึ้น และยังช่วยทำให้การตัดสินใจซื้อ mac สำหรับผู้ใช้หน้าใหม่นั้นง่ายขึ้นด้วย พูดจริงๆนะครับว่าแต่ก่อนผมไม่อยากจะซื้อ mac เพราะว่า มันไม่มีเกมส์ดีๆให้เล่น แล้วมันก็เป็นข้อด้อยที่ Windows เอามากัดตลอดว่า mac ไม่มีเกมส์ แต่ในวันนี้พอจะเริ่มเห็นอนาคตแล้วครับว่า เราจะได้เล่นเกมส์ดังๆเหมือนกับ windows สักที</p>
<h2>Setup</h2>
<p>เราสามารถที่จะ download ได้ที่ <a href="http://cdn.store.steampowered.com/public/client/installer/steam.dmg">http://cdn.store.steampowered.com/public/client/installer/steam.dmg</a> ครับหลังจาก download มาแล้ว เราก็จะเจอหน้าตา setup ในแบบฉบับของ mac ที่ง่ายแสนง่าย ดังรูป เพียงแค่ลากเข้ามายัง application ก็เสร็จแล้ว</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/setup_shot.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1368" title="setup_shot" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/setup_shot-300x202.jpg" alt="" width="300" height="202" /></a></p>
<p>หลังจากที่ Setup เรียบร้อยแล้ว ผมก็เปิดโปรแกรมขึ้นมาครับ แต่ก็ปรากฎว่าต้องทำการ update โปรแกรมเสียก่อน ( จริงผมก็แปลกใจตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมไฟล์ download มามันมีขนาดเล็ก ) ก็จะเห็นหน้าตาโปรแกรมดังรูป</p>
<h2><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/update_shot.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1369" title="update_shot" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/update_shot-300x87.jpg" alt="" width="300" height="87" /></a></h2>
<h2>First Look</h2>
<p>หลังจากที่เราได้ update เรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดโปรแกรมเข้ามาก็จะเจอหน้า Login ดังรูปครับ ซึ่งหน้านี้ ถ้าหากว่ายังไม่มี account เราสามารถสร้าง account ได้ เมื่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ก็ Login ครับ</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/login.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1370" title="login" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/login-300x228.jpg" alt="" width="300" height="228" /></a></p>
<p>หลังจาก Login เรียบร้อย เราก็จะพบกันหน้า News หรือว่าข่าวสารจาก Valve เป็นอย่างแรก และก็อย่างที่เห็นครับ หน้าแรกที่เจอก็คือเค้าบอกว่า Portal สามารถ download มาเล่นใน mac ได้แล้ว ผมก็ไม่รอช้ากดโหลดทันที</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/portal-download.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1371" title="portal download" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/portal-download-300x293.jpg" alt="" width="300" height="293" /></a></p>
<p>หลังจากที่ได้กด PLAY IT NOW โปรแกรมก็จะทำการ Download เกมส์ครับ ซึ่งก็จะเห็นหน้าตาประมาณนี้</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/portal_preparing.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1375" title="portal_preparing" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/portal_preparing-241x300.jpg" alt="" width="241" height="300" /></a></p>
<p>เมื่อมันครบ 100 % ก็ไม่ใช่ว่าจะเล่นได้เลยนะครับ เพราะว่ามันเป็นแค่บอกว่า กำลังเตรียมการ download แต่ยังไม่ได้ download นะครับ เมื่อเสร็จจากหน้านี้แล้ว มันถึงจะ download ให้เรา ซึ่งก็จะเห็นหน้าตาโปรแกรมดังรูป</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/downloading-portal.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1372" title="downloading portal" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/downloading-portal-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p>
<p>สังเกตด้านล่าง ก็จะเห็นว่ามีแถบสถานะ บอกว่าได้ download ไปเท่าไหร่แล้ว ถ้าหากว่ากดดูก็จะหน้าตาโปรแกรม บอกสถานะ download แบบนี้ครับ</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/download.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1373" title="download" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/download-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p>ก็อย่างที่เห็นครับว่า Portal มีขนาดประมาณ 3 Gb. !!! เราก็รอไปเรื่อยๆครับ ถ้าเน็ทเร็วก็เสร็จเร็ว เมื่อเสร็จแล้วเราก็เล่นได้ทันทีเลยครับ เกมส์จะอยู่ใน library ของเรา</p>
<p>สำหรับหน้าตาส่วนอื่นๆอย่าง Home Scene ก็เป็นดังรูปครับ</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/main-scene.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1374" title="main scene" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/main-scene-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p>
<h2>PORTAL</h2>
<p>หลังจากผมใช้เวลาร่วม 4-5 ชม ในการ Download Game ที่ได้ชื่อว่าเป็นเกมส์ที่ได้รับรางวัลมากกว่า 50 สำนัก ว่าเป็นเกมส์ยอดเยี่ยม เราจะมาทดสอบว่า เมื่อเล่นจริงๆแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้มันเป็นอย่างไร ( Portal เป็นเกมส์ 3 FPS แนว Puzzle ครับ สนุกมากๆ )</p>
<p>สำหรับเครื่องที่ผมได้ทดสอบคือ Mac Book &#8211; White 2.26 Ghz Core 2 Duo ,  Ram 2 GB , NVIDIA GeForce 9400M ก็คือตัวสีขาวที่ออกขายในปลายปี 2009 นั่นเหละครับ</p>
<p>เริ่มกันเลยดีกว่าครับ ก่อนที่จะเล่นเกมส์ โปรแกรมจะบอกให้เราเปิดใช้ Universal Access เมื่อเราเปิดใช้และก็เปิด portal ก็จะเห็นหน้าตา intro ดังรูปครับ</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.25.13-PM.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1376" title="Screen shot 2010-05-13 at 6.25.13 PM" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.25.13-PM-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p>โปรแกรมจะยังไม่เต็มจอนะครับ เมื่อจบ intro ก็จะได้เข้าเกมส์แล้วก็เจอหน้าตาดังรูป</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.26.06-PM.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1377" title="Screen shot 2010-05-13 at 6.26.06 PM" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.26.06-PM-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p>ผมค่อนข้างแปลกใจนะครับว่า เฮ้ย นี่มันใช้ได้จริงๆนี่หว่า <img src='http://www.macfeteria.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  ฝันไปหรือเปล่าเนี่ย ผมเดาก่อนเล่นว่ามันไม่น่าจะเล่นได้ความละเอียดขนาดนี้ และเมื่อเข้าเล่นเกมส์จริงแล้วก็จะได้ผลลัพธ์ดังรูปครับ</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.27.16-PM.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1378" title="Screen shot 2010-05-13 at 6.27.16 PM" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.27.16-PM-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.27.44-PM.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1379" title="Screen shot 2010-05-13 at 6.27.44 PM" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.27.44-PM-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.27.58-PM.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1380" title="Screen shot 2010-05-13 at 6.27.58 PM" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/Screen-shot-2010-05-13-at-6.27.58-PM-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p>ผลลัพธ์ที่ได้นั้นดีเกินคาดครับ เท่าที่ลองเล่นผมว่ามันค่อนข้างลื่นไหลนะครับ Frame Rate อยู่ในระดับใช้ได้ คือถ้าปรับความละเอียดตามที่เกมส์ได้กำหนดมาให้ปกติ ผมว่าภาพที่ได้ออกมาก็ดีเกินที่ผมคาด สรุปว่า เยี่ยมมาก !!! ผมคิดว่า ถ้าได้ลองกับ iMac หรือ Macbook Pro ตัวล่าสุดภาพคงจะเนียนกว่านี้แน่นอน</p>
<h2>More Testing</h2>
<p>ผมพยายามจะลองปรับลายละเอียดภาพนะครับว่า สุดท้ายแล้ว mac book ของผมนั้นมันจะมีประสิทธิภาพสักแค่ไหน ก่อนอื่นเลยเรามาดูส่วนของ Display Setting กันก่อนนะครับว่ามันมีอะไรให้ปรับบ้าง</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/setting.jpg" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1382" title="setting" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/setting-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p>ก็จะเห็นว่าส่วนหลักๆ ก็จะมีให้ปรับตั้งแต่ความละเอียดของจอภาพ ความละเอียดของ texture แล้วก็อื่นๆมากมาย</p>
<p>ผมได้ลองเปรียบเทียบแต่ละอย่างมาให้ดูนะครับว่า ภาพที่ได้จากการปรับแต่งนั้น แตกต่างกันแค่ไหน ( ไฟล์ใหญ่นิดหนึ่งนะครับ )</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/compare.png" rel="lightbox[1367]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1383" title="compare" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/compare-300x187.png" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p>การปรับความละเอียดของภาพระหว่าง default กับ anti aliasing 2x นั้นให้ผลค่อนข้างแตกต่างกัน เห็นได้ชัดว่าสวยงามขึ้น แต่ระหว่าง 2x กับ 4x ในความรู้สึกของผมมันไม่ได้แตกต่างมากนัก ส่วนการเปิดความละเอียดอื่นๆดูได้ในรูปนะครับ แต่เท่าที่ทดสอบถ้าเปิด anti aliasing หรือปรับอะไรจาก default มีผลกับ frame rate ค่อนข้างเยอะ คือมันหน่วงและกระตุกในบางจังหว่ะ อย่างเห็นได้ชัด</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>Steam นั้นทำออกมาได้ดีเกินที่ผมคิดไว้ เกมส์เล่นได้ลื่นไหล แต่ก็ยังหน่วงๆอยู่บ้าง ถ้าหากว่าได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ก็คงจะแจ่มมากๆ แม้ว่าตอนนี้เกมส์จะยังออกมาไม่มากนัก แต่เห็นได้ชัดว่า อนาคตเกมส์ใหญ่ๆจะมาลง mac สูงมาก</p>
<p>ปล. ตอนนี้ทาง valve เค้าให้โหลดเกมส์ PORTAL ฟรี ภายใน 24 พ.ค นี้นะครับ รีบๆกันหน่อย ย้ำนะครับว่า ฟรี !!!</p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<p class='technorati-tags'>Technorati Tags: <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/game' rel='tag' target='_self'>game</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/mac' rel='tag' target='_self'>mac</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/review' rel='tag' target='_self'>review</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/steam' rel='tag' target='_self'>steam</a></p>

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2010/05/14/steam-for-mac/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iPad Review ( Developer version )</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2010/05/06/ipad-review-developer-version/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2010/05/06/ipad-review-developer-version/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 May 2010 04:26:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1321</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้รับความอนุเคราะห์จากคุณ Chachris  &#8211; http://twitter.com/ChachrisTH ได้มอบเจ้า iPad มาให้ได้ลองเล่นเป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็มๆ ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ เอาละครับหลังจากที่ผมได้ iPad มาลองแล้ว ก็อยากจะแชร์ประสบการณ์และมุมมองในแบบของ developer ดูบ้าง เพราะผมคิดว่า ตอนนี้หลายๆเวปก็ได้ review ในด้านการใช้งาน รูปลักษณ์ภายนอก และอะไรไปมากแล้ว ฉะนั้นแล้วผมคงจะเขียน review ในมุมมองอื่นๆดูบ้างนะครับ ตลาด Application ณ ขณะที่ผมเขียน review ตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ iPad ออกมาได้ 1 เดือนแล้ว และยอดขายกว่าล้านเครื่อง http://www.apple.com/pr/library/2010/05/03ipad.html ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆสำหรับ iPhone , iPad developer เพราะว่ามันหมายถึงว่าจำนวนตลาดของ application โตขึ้นไปด้วย ส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อว่า iPad จะขายได้เกิน 30 ล้านเครื่องภายใน 1 ปีนับจากที่ iPad [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีครับเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้รับความอนุเคราะห์จากคุณ Chachris  &#8211; http://twitter.com/ChachrisTH ได้มอบเจ้า iPad มาให้ได้ลองเล่นเป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็มๆ ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ</p>
<p>เอาละครับหลังจากที่ผมได้ iPad มาลองแล้ว ก็อยากจะแชร์ประสบการณ์และมุมมองในแบบของ developer ดูบ้าง เพราะผมคิดว่า ตอนนี้หลายๆเวปก็ได้ review ในด้านการใช้งาน รูปลักษณ์ภายนอก และอะไรไปมากแล้ว ฉะนั้นแล้วผมคงจะเขียน review ในมุมมองอื่นๆดูบ้างนะครับ</p>
<h2>ตลาด Application</h2>
<p>ณ ขณะที่ผมเขียน review ตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ iPad ออกมาได้ 1 เดือนแล้ว และยอดขายกว่าล้านเครื่อง <a href="http://www.apple.com/pr/library/2010/05/03ipad.html">http://www.apple.com/pr/library/2010/05/03ipad.html</a> ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆสำหรับ iPhone , iPad developer เพราะว่ามันหมายถึงว่าจำนวนตลาดของ application โตขึ้นไปด้วย ส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อว่า iPad จะขายได้เกิน 30 ล้านเครื่องภายใน 1 ปีนับจากที่ iPad ได้ออกจำหน่าย และถ้าหากยอดรวมกับ iPhone ที่มีในปัจจุบันแล้ว ก็นับว่าตลาดของคนที่จะ download application ของเรานั้นมากมายมหาศาล</p>
<h2>ข้อดีของการเขียนโปรแกรมสำหรับ iPad</h2>
<p>การเขียนโปรแกรม iPad นั้น มีข้อดีหลายอย่างครับคือ</p>
<ol>
<li>อันดับแรกก็ต้องบอกว่า เครื่องไม้เครื่องมือหลักๆก็เป็นตัวเดียวกันกับ iPhone นั่นก็คือ XCode และ Interface Builder ฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าเราเคยเขียนโปรแกรมด้วย iPhone อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เครื่องมือในการพัฒนาเพิ่มเลย</li>
<li>อย่างที่สองคือภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมใน iPad นั้นใช้ภาษา Objective-C ครับ เราไม่ต้องไปเรียนรู้ภาษาใหม่ให้ยุ่งยาก</li>
<li>SDK  ที่ใช้ในการเขียน iPad คือ iPhone SDK 3.2 for iPad ครับ ถ้าหากว่าติดตั้งลงไปแล้ว ก็จะมี iPad Simulator มาให้ด้วย เหมือนกับที่มี iPhone Simulator นั่นเหละครับ แต่สิ่งที่เราต้องเรียนรู้เพิ่มก็คือการใช้ Control ต่างๆที่มีอยู่ใน iPad เช่น Split View</li>
<li>ตัวเครื่องมีแบบเดียว ไม่ต้องกลัวว่าเขียนแล้วจะใช้ไม่ได้ ไม่เหมือน Netbook หรือมือถือ ที่มีขนาดหน้าจอ และเครื่องที่แตกต่างกันมากมาย</li>
<li>มีแหล่งความรู้เพิ่มเติมมากมาย และมี community ที่ใหญ่</li>
<li>ได้เป็นสาวก โดยส่วนตัวผมชอบคำว่า สาวก Apple นะครับ แม้ว่าความหมายจะเป็นคำที่เอาไว้ใช้แขวะ กัดจิก ของคนที่คลั่งใคล้ apple มากๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา ( เค้าว่าอย่างนั้น ) แต่ผมเชื่อมั่นในศาสดาครับ ฮ่าๆ</li>
</ol>
<p>สรุปว่าแทบจะไม่มีอะไรที่เราต้องเปลี่ยนเลย มีเพียงแค่เพิ่มในส่วนของ UI Control ของ iPad เข้ามาเท่านั้นเองครับ ถ้าหากว่าเขียนโปรแกรม iPhone มาแล้วรับรองว่าการเปลี่ยนไปเขียน iPad นั้นคงใช้เวลานิดเดียว</p>
<h2>Device</h2>
<p>ถ้าพูดถึงตัวเครื่อง iPad แล้ว จากประสบการณ์ของผมนั้น ถ้ามองในมุมที่ว่า ต้องพัฒนาโปรแกรมใน iPad ต้องคำนึงอะไรเพิ่มเติม และอะไรที่แตกต่าง iPhone ก็พอจะแยกได้ดังนี้ครับ</p>
<ol>
<li>ความเร็ว ต้องบอกเลยครับว่ามันเร็วกว่า iPhone 3GS มากๆ อาจจะเกือบสองเท่าด้วยซ้ำไป เพราะด้วยที่ว่ามันมี CPU ที่แรงกว่านั่นเอง ถ้าหากว่าเขียนเกมส์ 3D ก็น่าจะใส่ Texture ที่มีความละเอียดได้มากกว่า iPhone แน่นอน และไม่ต้อง Optimize ลดจำนวน Polygon มากเท่า iPhone หรือจะเขียนโปรแกรมที่มีความซับซ้อน ต้องการกำลังการประมวลผลสูงๆ เช่นพวกโปรแกรมแก้ไขรูปภาพก็คงจะใช้งานได้มากกว่า iPhone แน่นอน</li>
<li>ขนาดหน้าจอ แตกต่างจาก iPhone ค่อนข้างเยอะมาก มันใหญ่มากครับ เรามีพื้นที่ใช้สอยเยอะมาก อย่างโปรแกรม iPhone ค่อนข้างมีหน้าจอที่จำกัด โปรแกรมเกือบจะทุกโปรแกรมจะใช้ Navigation , Tabbar  เป็นตัวเพิ่มพื้นที่หน้าจอ ทำการสลับไปมาระหว่างส่วนต่างๆ แต่ iPad มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่ามากครับ เราอาจจะเอาทุกๆอย่างมารวมในหน้าจอเดียวก็ได้</li>
<li>น้ำหนัก &#8211; iPad มีนำ้หนักมากกว่า iPhone ครับ ใช้ไปนานๆเมื่อยมือแน่นอน ถ้าคิดว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับ accelerometer เช่นเกมส์กลิ้งลูกบอล เกมส์แข่งรถที่บังคับด้วยการเอียง , doodle อะไรทำนองนี้ต้องคิดให้ดีครับ ใช้ไปสัก 5 นาทีก็เริ่มเมื่อยแล้วครับ ไม่เหมือน iPhone ครับถือเป็นชั่วโมงก็ไม่เมื่อย</li>
</ol>
<h2>ทดลองใช้ iPhone App</h2>
<p>หนึ่งสิ่งที่ iPad สามารถทำได้ก็คือการเปิด iPhone App ได้ หลังจากที่ผมได้ทดลองเอา App ที่มีอยู่แล้วเช่นเกมส์มาทดสอบ ก็ผลปรากฎว่าได้ผลที่ยอมรับได้นะ คือมันเล่นได้จริงๆนั่นเหละ ผมสรุปให้ได้ว่า</p>
<ol>
<li>ใช้งานได้จริง แม้กระทั่งเกมส์</li>
<li>มีให้เลือกปรับขนาดหน้าจอ 2 แบบคือแบบเกือบเต็มจอ และแบบขนาดใกล้เคียงกับ iPhone ( เค้าบอกว่าขนาดมันเท่าหน้าจอ iPhone ) แต่จากที่ได้ลองจริงๆแล้วมันไม่เท่าครับ</li>
<li>ความรู้สึกส่วนตัวผมว่า สีมันเข้ม และไม่สว่างเท่า iPhone นะ</li>
</ol>
<p>ลองดูรูปตัวอย่างจากหน้าจอที่ผม Capture มาให้ดูดีกว่าครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/IMG_0001.jpg" rel="lightbox[1321]"><img class="size-medium wp-image-1333 aligncenter" title="IMG_0001" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/IMG_0001-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p>จากรูปแรกนี้ผมได้เปิดโปรแกรมที่ผมเขียนเอง ลองทดสอบใช้งานในแบบ ขนาดเท่า iPhone ดูก็ได้ผลปรากฎเหมือนในภาพ สรุปง่ายคือ</p>
<ul>
<li>ตัวหนังสือ รูปภาพก็ไม่ได้แตก ยังคมใช้ได้</li>
<li>ยังมีความเพี้ยนของโปรแกรมปรากฎให้เห็นเล็กน้อยครับ ลองสังเกตุตรง Search Bar ครับ จะเห็นว่ามันเป็นสีน้ำเงิน ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ใน iPhone มันจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนเหมือนกับ Titile Bar ข้างบน</li>
<li>ความรู้สึกผมตอนใช้งานไม่เป็นไปดังที่คิด เพราะมันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการใช้งาน iPhone เลย ผมกลับรู้สึกว่าเหมือนเราเปิดโปรแกรม iPhone ใน iPhone Simulator ( โปรแกรมในชุดพัฒนา iPhone ) ซะมากกกว่า</li>
</ul>
<p>ทีนี้มาทดสอบการใช้งานแบบเปิด 2x ดูบ้างว่าผลเป็นอย่างไร</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/IMG_0002.jpg" rel="lightbox[1321]"><img class="size-medium wp-image-1334 aligncenter" title="IMG_0002" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/IMG_0002-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: left;">จากการใช้งาน สรุปได้ว่า</p>
<ul>
<li>รูปภาพและตัวหนังสือเบลอครับ เห็นแตกเป็น pixel เลยทีเดียว</li>
<li>ความรู้สึกดีขึ้นกว่า การใช้งานแบบเปิดขนาดเท่า iPhone แต่มันก็ยังแปลกอยู่ดี</li>
<li>โปรแกรมก็ยังเพี้ยนเหมือนเดิม</li>
</ul>
<p>ทีนี้มาดูรูปเปรียบเทียบกับ iPhone ดูดีกว่า</p>
<p><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/DSC_00541.jpg" rel="lightbox[1321]"><img class="size-medium wp-image-1336 alignleft" title="DSC_0054" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/DSC_00541-300x199.jpg" alt="" width="210" height="139" /></a><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/DSC_0056.jpg" rel="lightbox[1321]"><img class="size-medium wp-image-1332 alignleft" title="DSC_0056" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/DSC_0056-300x199.jpg" alt="" width="210" height="139" /></a><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/DSC_0051.jpg" rel="lightbox[1321]"><img class="size-medium wp-image-1330 alignleft" title="DSC_0051" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/05/DSC_0051-300x199.jpg" alt="" width="210" height="139" /></a></p>
<p style="text-align: left;">
<h2 style="text-align: left;">สิ่งที่ Devleoper ควรจะคำนึงในการเขียนโปรแกรมสำหรับ iPad</h2>
<ol>
<li>ถ้าหากคุณเป็นนักพัฒนาโปรแกรมบน iPhone มาก่อนนั้น โปรแกรมของคุณ ต้องแทบจะออกแบบใหม่หมดเลยครับ เพราะอย่างที่ผมบอกไปว่าหน้าจอ iPad มีขนาดใหญ่มากๆ เราสามารถที่จะรวมเอา View หลายๆ View มารวมกันได้ ด้วยหน้าจอเดียว เราควรจะใช้ประโยชน์จากหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นให้เป็นประโยชน์</li>
<li>iPad ไม่ใช่ iPhone ขนาดยักอย่างที่หลายคนบอกมา แม้ว่ามันจะคล้ายกับ Netbook แต่การใช้งานโดยปกติมันก็ไม่เหมือน  Netbook เลย ลักษณะการใช้งาน iPhone นั้นใช้มือข้างเดียวถือแล้วเอาอีกนิ้วจิ้ม ส่วน Netbook นั้นหน้าจอภาพอยู่ตรงหน้าเราและมีแป้นเป็นตัวควบคุม แต่ iPad โดยปกติการใช้งานคือต้องเอาวางที่หน้าตักใน แล้วจออยู่ในแนวแบบราบเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด</li>
<li>โปรแกรมไม่ควรจะใช้พวก Accelerometer เป็นจุดเด่น เช่นพวกเกมส์ที่ใช้การบังคับด้วยการเอียงเครื่องอย่างเกมส์ doodle นี่เลิกคิดได้เลย ไม่เหมาะเลย มันเหมือนกับเรายกโน๊ตบุคตัวหนึ่งเอียงซ้ายขวาเล่นเกมส์ มันจะเล่นได้สักเท่าไหร่กัน ?</li>
<li>ควรจะใช้ Control พวก Split View แทน Tabbar , Navigation Bar เพราะมันสะดวกกว่า เหมาะสมกว่า</li>
</ol>
<p>จากทั้งหมดที่ผมกล่าวมา น่าจะพอมองเห็นภาพโดยรวมนะครับ ว่าโปรแกรมของเราควรจะออกแบบลักษณะแบบไหน สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้คือ ก่อนจะทำอะไรสักอย่างเราควรจะพิจาณาตัวเครื่องก่อนครับ ว่าเราจะเขียนมันเพื่อ iPad หรือ iPhone เพราะมันไม่เหมือนกันเลย ต้องคำนึงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เป็นหลักครับ แล้วโปรแกรมของเราก็จะออกมาดี</p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<p class='technorati-tags'>Technorati Tags: <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/iPad' rel='tag' target='_self'>iPad</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/review' rel='tag' target='_self'>review</a></p>

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2010/05/06/ipad-review-developer-version/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Review iPhone 4.0</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2010/04/11/review-iphone-4-0/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2010/04/11/review-iphone-4-0/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Apr 2010 16:00:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[beta]]></category>
		<category><![CDATA[firmware]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[sdk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1286</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ Apple ได้ปล่อย iPhone firmware 4.0 ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมก็ได้ download ตัว SDK และ firmware มาทดสอบครับ เอาเป็นว่าไม่ต้องเสียเวลาเกริ่นกันให้ยาว ไปดูกันเลยดีกว่าว่า มีอะไรใหม่ๆเข้ามาบ้าง Home Screen ได้เปลี่ยนให้มีรูปแบบคล้ายๆกับ Mac ครับ จะมีจุดที่เปลี่ยนไป หลักๆเลยก็คือ มี Background แถบแสดงสถานะต่างๆด้านบนสุดเป็นแบบโปร่งใส ล่างสุดบริเวณ dock ได้เปลี่ยนให้มีลักษณะเหมือนกับ mac icon ของ calculator , photo ได้เปลี่ยนไป เพิ่ม Game Center เข้ามา เอาละครับทาง Apple ได้บอกว่าเราสามารถเปลี่ยน background ทั้ง home screen และ lock screen ผมก็เลยลองเปลี่ยนดู แต่ผลก็ปรากฎว่า เปลี่ยนไม่ได้ครับ ผมไม่แน่ใจนะครับว่าคนอื่นเปลี่ยนกันได้หรือเปล่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ Apple ได้ปล่อย iPhone firmware 4.0 ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมก็ได้ download ตัว SDK และ firmware มาทดสอบครับ เอาเป็นว่าไม่ต้องเสียเวลาเกริ่นกันให้ยาว ไปดูกันเลยดีกว่าว่า มีอะไรใหม่ๆเข้ามาบ้าง</p>
<h2>Home Screen</h2>
<p>ได้เปลี่ยนให้มีรูปแบบคล้ายๆกับ Mac ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0262.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1287 aligncenter" title="IMG_0262" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0262-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>จะมีจุดที่เปลี่ยนไป หลักๆเลยก็คือ</p>
<ul>
<li>มี Background</li>
<li>แถบแสดงสถานะต่างๆด้านบนสุดเป็นแบบโปร่งใส</li>
<li>ล่างสุดบริเวณ dock ได้เปลี่ยนให้มีลักษณะเหมือนกับ mac</li>
<li>icon ของ calculator , photo ได้เปลี่ยนไป</li>
<li>เพิ่ม Game Center เข้ามา</li>
</ul>
<p>เอาละครับทาง Apple ได้บอกว่าเราสามารถเปลี่ยน background ทั้ง home screen และ lock screen ผมก็เลยลองเปลี่ยนดู</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0280.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1288 aligncenter" title="IMG_0280" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0280-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>แต่ผลก็ปรากฎว่า เปลี่ยนไม่ได้ครับ ผมไม่แน่ใจนะครับว่าคนอื่นเปลี่ยนกันได้หรือเปล่า แต่สำหรับเครื่องผม เปลี่ยนไม่ได้ครับ แต่ก็อย่างว่ามันเป็น beta ย่อมมี bug เป็นธรรมดา</p>
<h2>Multitasking</h2>
<p>มาถึงเรื่องของ multitasking ที่ทาง Apple ได้บอกว่าตอนนี้ทำได้แล้ว ผมก็ลองเลยดีกว่า ก็ง่ายๆเลยครับ กดที่ home 2 ครั้งติดๆกัน แล้วก็จะเห็นส่วนที่เพิ่มเข้าด้านล่างดังรูป</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0270.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1289 aligncenter" title="IMG_0270" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0270-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>จะมีเมนูข้างล่างเพิ่มเข้ามา บริเวณส่วนนี้จะบอกว่า Application อะไรได้ทำงานอยู่บ้าง เช่นตอนนี้เปิด Game Center , Voice Memos , Calculator และยังบอกว่าต่อไปนี้เราสามารถที่จะฟังเพลงและเปิดเวปไปพร้อมกันได้ และผมก็ได้ทดลองครับ สรุปว่า *** ได้จริงๆ *** แต่ผมงงเล็กน้อยว่าผมได้ปิดโปรแกรมหลายๆตัวไป มันก็โผล่ในตรง multitasking bar หมดเลย งงว่าตกลงแล้วมันปิดโปรแกรม หรือว่ามันก็ยัง run อยู่ แต่เราก็สามารถเอามันออกจาก bar ตรงนี้ได้โดยการกด click ไปที่ icon ค้างไว้แล้วมันจะมีเครื่องหมายลบโผล่ขึ้นมา เราก็เลือกลบได้</p>
<p>การทำงานในลักษณะ background นั้นจะอนุญาติให้ใช้แค่ 7 อย่างเท่านั้น อาทิเช่น  Background audio , Background Location  ความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าการที่ Apple ได้ออกแบบให้ใช้แค่ 7 อย่างนี้ นับว่าฉลาดมากครับ เพราะจริงๆแล้ว การทำงานในลักษณะของ background process นั้น เราไม่ต้องจำเป็นที่จะประมวลผลทั้งโปรแกรมก็ได้ เอาแค่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ อย่างกรณีเปิด ipod เราก็เพียงแค่ต้องฟังเพลง และมันก็ช่วยทำให้ประหยัด battery ได้มากทีเดียว</p>
<p>สรุปเรื่อง multitasking คือ</p>
<ul>
<li>icon ที่เห็นด้านล่าง multitasking bar ผมคิดว่า ** มันไม่ได้แสดงว่า โปรแกรมไหนทำงานอยู่ ** แต่มันแสดง History ว่าโปรแกรมไหนเพิ่งปิดไปมากกว่า ตรงนี้ผมไม่แน่ใจนะครับ</li>
<li>เราสามารถฟังเพลงไปด้วยและเปิดเวปไปด้วยได้จริงๆ</li>
<li>โปรแกรมที่มีในเครื่องรองรับแค่ 3.1.3 ฉนั้นแล้วโปรแกรมให้ทดสอบ multitasking นอกเหนือจาก ipod ก็แทบจะไม่มีเลย</li>
<li>ความเห็นส่วนตัวคือ มันใช้ได้เหละ แต่ยังไม่มีโปรแกรมรองรับ</li>
</ul>
<h2>Camera</h2>
<p>ตัวโปรแกรมได้เพิ่มการ zoom เข้ามาครับ ถ้าเราเปิดกล้องถ่ายรูปจะเห็นว่ามีแถว zoom ให้ด้วยดังรูป</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0265.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1290 aligncenter" title="IMG_0265" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0265-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>ผมก็ได้ทดลองถ่ายรูปมานะครับ จากการใช้งาน zoom สรุปได้ว่า</p>
<ul>
<li>การทำงานของกล้องเร็วขึ้นมาก ไม่ต้องรอนานเหมือนแต่ก่อน</li>
<li>zoom ผมคิดว่าไม่ใช่ optical zoom นะ เป็น digital zoom มากกว่า</li>
<li>เมื่อเริ่มเปิดโปรแกรมถ่ายรูปครั้งแรก โปรแกรมจะถามว่าอนุญาติให้ใช้ core location หรือไม่ เมื่อกดถ่ายรูปมันจะบันทึกตำแหน่ง ที่เราได้ถ่ายรูปลงไปด้วย</li>
</ul>
<h2>Photo</h2>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0267.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1291 aligncenter" title="IMG_0267" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0267-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า เพิ่ม tab bar เข้ามาถึง 4 อย่างนั่นก็คือ Albums , Events , Faces , Places เท่าที่ผมเข้าไปลอง Event , Faces ก็ปรากฎว่าก็เป็นหน้าปล่าวๆแล้วก็มีบอกว่าโปรแกรมจะทำการ sync กับ iPhoto</p>
<p>และผมก็อยากจะทดสอบว่าไอ้ที่เปิด core location แล้วถ่ายรูปไปแล้วจะดูได้ใน places เลยหรือเปล่า ปรากฎว่าหลังจากกดเข้าไป โปรแกรมก็เด้งออกมาทันที แต่ก็พอจะเดาได้จากรูปว่ามันแสดงแผนที่ Google Map แน่นอน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0292.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1294 aligncenter" title="IMG_0292" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0292-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<h2>Test with iPhoto</h2>
<p>แล้วหลังจากถ่ายรูปได้สักพัก ก็เลยลองเปิด  iPhoto ดูว่าถ้าหากเราเปิด function &#8211; core location แล้วมันจะใช้งานได้จริงหรือเปล่า ผลก็ปรากฎดังรูปครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/iphoto.gif" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1295 aligncenter" title="iphoto" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/iphoto-300x190.gif" alt="" width="300" height="190" /></a></p>
<p>สรุปคือ  มันเอาตำแหน่งที่เราถ่ายรูปไป มาใช้จริงๆ อย่างเมื่อกี้ที่ผมถ่ายก็จะเห็นเลยว่า ตำแหน่งที่ผมได้ถ่ายรูปไปนั้นอยู่บริเวณไหน และก็ทดสอบการสร้าง event , face ยังไม่สามารถทำได้ครับ</p>
<p>มาดูของเล่นชิ้นต่อไปกัน</p>
<h2>Game Center</h2>
<p>เค้าบอกว่า Game Center จะเป็น community สำหรับเหล่า gamer ทั้งหลาย ก็เหมือนกับ xbox live นั่นเหละครับ ตอนที่ผมได้ทดลองสร้าง account นี้ก็ปรากฎว่า มันขึ้นว่า sandbox ก็แปลว่าแค่ทดสอบเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้งานอะไรได้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0269.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1292 aligncenter" title="IMG_0269" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0269-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<h2>Group</h2>
<p>สิ่งที่ผมชอบมากใน iPhone 4.0 นี้ก็คือ Group ครับ เราสามารถที่จะรวมโปรแกรม เข้าไว้เป็นหมวดหมูได้แล้ว วิธีการก็แสนจะง่าย ก็คือ กด icon ค้างไว้แล้วก็ลากมาชนกับอีกอัน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0274.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1293 aligncenter" title="IMG_0274" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0274-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>ก็อย่างที่เห็นครับ มันก็จะขึ้น Group ให้เราจากประเภทของ Application นั้นๆ แน่นอนว่าเราสามารถเปลี่ยนชื่อได้ สะดวกมากๆ</p>
<h2>Mail</h2>
<p>โปรแกรม mail ได้รวมเอา account ของ mail เข้ามาไว้หน้าเดียวให้แล้วครับ ดังรูป</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0261.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1296 aligncenter" title="IMG_0261" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0261-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>เราสารถที่จะกดเข้าไปดูยัง All Inboxes ได้ครับ มันก็จะแสดง mail ของเราโดยเรียงลำดับตาม วัน เวลา</p>
<h2>Note</h2>
<p>สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน note ก็คือ Account ครับหน้าตาเป็นดังรูป มันจะต่อเข้ากับ mail ของเราครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0273.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1297 aligncenter" title="IMG_0273" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0273-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>จากเท่าที่ผมได้ทดลอง เพิ่ม note เข้ามายัง account &#8211; yahoo mail  ของผม โดยที่ผมพิพม์ คำว่า Hello ดังรูป</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0293.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1298 aligncenter" title="IMG_0293" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0293-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>ตอนแรกผมคิดว่า มันน่าจะยังใช้การอะไรไม่ได้นะครับ แต่ผมสังเกตเห็นว่า มันมีสัญลักษณ์ การเชื่อมต่อ internet หลังจากพิมพ์เสร็จ ผมเลยทดลองเปิด หน้า mail ของ yahoo เข้าไปดูครับ ว่ามันจะเก็บเข้าไปที่ mail ของเราเลยหรือเปล่า</p>
<p>ครั้งแรก ผมเปิด เข้าไปยัง yahoo mail ครับ แล้วก็เปิด notepad ใน yahoo  ขึ้นมาก็ปรากฎว่า ** ไม่มีครับ **</p>
<p>แต่ผมลองเข้าไปดูที่ mail อีกครั้ง</p>
<p>โอ้ววววว !!!! ผมเห็นว่า มี Folder ใหม่ชื่อว่า Note ขึ้นมาพร้อมกับคำว่า Hello ดังรูป</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/note.gif" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1299 aligncenter" title="note" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/note-300x169.gif" alt="" width="300" height="169" /></a></p>
<p>แสดงว่ามันใช้ได้ผลจริงๆด้วย สรุปก็คือว่ามันจะสร้าง mail แล้วส่งไปยัง account ของเราโดยเอาไปเก็บไว้ใน Folders ชื่อ Notes ครับ</p>
<h2>Location</h2>
<p>สิ่งหนึ่งที่ผมได้สังเกตุเห็นเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆ ก็คือ สัญลักษณ์ของ Location ที่อยู่ด้่านบนสุด ครับ เป็นการแสดงผลบอกว่า โปรแกรมนั้นมีการเปิดใช้งาน core location อยู่นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0263.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1300 aligncenter" title="IMG_0263" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0263-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>แล้วถ้าเราได้เข้าไปยัง setting ก็จะเห็นว่ามี การเพิ่มเติมในส่วนนี้เข้ามาด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0275.png" rel="lightbox[1286]"><img class="size-medium wp-image-1301 aligncenter" title="IMG_0275" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/04/IMG_0275-200x300.png" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้ทดสอบ เช่น การเชื่อม Bluetooth Keyboard ครับ  เป็นหนึ่งใน feature ที่ทาง Apple บอกว่าทำได้ แต่เนื่องจากผมไม่มี Keyboard Bluetooth จิงไม่สามารถทดสอบอะไรได้</p>
<h2>Downgrade</h2>
<p>ผมใช้ iPhone 4.0 มาสองวันผมก็พบว่าหลายโปรแกรมที่ผมต้องใช้งาน มันไม่สามารถใช้งานได้ปกติ จึงต้องทำการ downgrade ไปยัง 3.1.3 แต่สิ่งที่ผมได้เจอด้วยตัวเอง ก็คือ downgrade firmware แล้วมันจะติด error 1015 ครับ คือมันจะไม่สามารถ downgrade ได้เพราะว่า firmware ของเราใหม่กว่า ผมได้ทำการเข้า dfu mode ก็ไม่สามารถ downgrade ได้ครับ จนสุดท้ายแล้วก็หาวิธีการจนได้ ถ้าใครอยากจะ downgrade ก็ทำตามวิธีการ ใน link นี้นะครับ</p>
<p>http://blackra1n.org/2010/03/resolve-error-1015-during-the-downgrade-the-firmware-for-mac-osx/</p>
<p>บทสรุปส่งท้าย :</p>
<ul>
<li>Firmware ที่ได้ทดลองใช้ เป็น 4.0 Beta มี Bug ค่อนข้างเยอะมากๆ</li>
<li>หลายๆอย่างได้เพิ่มเติมเข้ามา ทำให้การใช้ iPhone สะดวกขึ้นเยอะมาก เช่น Group , Multitasking เป็นต้น</li>
<li>Apple ได้พยายามนำเอา iPhone มาเชื่อมต่อกับ application ต่างๆใน mac เช่น iPhoto นับว่าเป็นกลยุทธที่ฉลาดมากๆ</li>
<li>Application หลายๆอย่างได้เชื่อมต่อเข้ากับ internet แล้ว เช่น โปรแกรม Notes เป็น</li>
<li>Multitasking จะเรียก multitasking เต็มรูปแบบก็ไม่ถูก เพราะมันเปิดให้ใช้แค่ 7 อย่าง แต่สำหรับผมคิดว่ามันก็พอแล้ว</li>
</ul>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<p class='technorati-tags'>Technorati Tags: <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/beta' rel='tag' target='_self'>beta</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/firmware' rel='tag' target='_self'>firmware</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/review' rel='tag' target='_self'>review</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/sdk' rel='tag' target='_self'>sdk</a></p>

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2010/04/11/review-iphone-4-0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Online Store</title>
		<link>http://www.macfeteria.com/blog/2010/02/05/online-store/</link>
		<comments>http://www.macfeteria.com/blog/2010/02/05/online-store/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 07:00:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Talk]]></category>
		<category><![CDATA[macbook]]></category>
		<category><![CDATA[macbook pro]]></category>
		<category><![CDATA[store]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macfeteria.com/?p=1252</guid>
		<description><![CDATA[ผมเอาประสบการณ์การสั่งของผ่าน Apple Online Store มาแชร์ให้ฟังกันละกันนะครับ เผื่อว่าบางคนกำลังคิดจะซื้อ mac สักเครื่อง มันเริ่มมาจากว่าผมต้องการจะซื้อ macbook เป็นของตัวเองสักเครื่อง เพราะเครื่องที่ใช้ปัจจุบันก็ไม่ใช่ของผมโดยตรง ซึ่งมันก็ไม่สะดวกมานักที่จะเอามาใช้งานส่วนตัว ผมเล็งไว้สองสามรุ่นคือ imac , macbook pro , macbook โดยส่วนตัวผมชอบ imac มากกว่า เพราะว่าจอมันใหญ่และก็ประสิทธิภาพดีมาก แต่เนื่องจากมันไม่สามารถขนไปไหนมาไหนได้สะดวก และผมต้องเอาเครื่องไปไหนต่อไหนบ่อยๆ ก็เลยตัด imac ออกไป ก็เหลือแต่ macbook pro กับ macbook หลังจากได้ไปเดินดูที่ istudio เทียบสเปกแล้วก็พบว่า new macbook ที่ออกมาใหม่ มันมีประสิทธิภาพเท่ากับ macbook pro 13&#8243; เลยนี่หว่า จะด้อยกว่าแต่เรื่อง keyboard เรืองแสง กับ port บางอัน ซึ่งราคามันห่างกันเป็นหมื่น สุดท้ายผมจึงเลือก macbook ( [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเอาประสบการณ์การสั่งของผ่าน Apple Online Store มาแชร์ให้ฟังกันละกันนะครับ เผื่อว่าบางคนกำลังคิดจะซื้อ mac สักเครื่อง</p>
<p>มันเริ่มมาจากว่าผมต้องการจะซื้อ macbook เป็นของตัวเองสักเครื่อง เพราะเครื่องที่ใช้ปัจจุบันก็ไม่ใช่ของผมโดยตรง ซึ่งมันก็ไม่สะดวกมานักที่จะเอามาใช้งานส่วนตัว ผมเล็งไว้สองสามรุ่นคือ imac , macbook pro , macbook โดยส่วนตัวผมชอบ imac มากกว่า เพราะว่าจอมันใหญ่และก็ประสิทธิภาพดีมาก แต่เนื่องจากมันไม่สามารถขนไปไหนมาไหนได้สะดวก และผมต้องเอาเครื่องไปไหนต่อไหนบ่อยๆ ก็เลยตัด imac ออกไป ก็เหลือแต่ macbook pro กับ macbook หลังจากได้ไปเดินดูที่ istudio เทียบสเปกแล้วก็พบว่า new macbook ที่ออกมาใหม่ มันมีประสิทธิภาพเท่ากับ macbook pro 13&#8243; เลยนี่หว่า จะด้อยกว่าแต่เรื่อง keyboard เรืองแสง กับ port บางอัน ซึ่งราคามันห่างกันเป็นหมื่น สุดท้ายผมจึงเลือก macbook ( ใจจริงอยากได้ macbook pro 15&#8243; แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดก็เลยต้องถอย macbook )</p>
<p>เหตุผลหลักๆของการสั่งของทาง Apple Online Store มันมีอยู่ด้วยกันคือ</p>
<ul>
<li>ราคา เพราะว่าเท่าที่ผมทราบมาคือสั่งทางออนไลน์ในแบบราคานักศึกษาได้ (ลดไปได้กว่า 4000 บาทเลยนะ !!! พวกเธอว์จงตามไปถอย macbook นี้โดยพลัน)</li>
<li>สถานที่รับของ การสั่งทางออนไลน์มีข้อดีตรงที่ ไม่ต้องไปแบกของกลับมาเอง เค้าส่งให้ถึงหน้าบ้านไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนๆของประเทศ</li>
<li>ไม่เคยใช้ Apple Online Store  เลยอยากจะทดลองสั่งดู เผื่อว่าวันหน้ามีอะไรออกใหม่ จะได้จองจากหน้าเวปได้ก่อนเลย</li>
<li>ส่วนตัวไม่ค่อยชอบที่ทางร้านมักจะลงโปรแกรมอะไรมากมาย อาทิ Neo Office , Microsoft Office ซึ่งผมไม่ได้ใช้ เมื่อได้เครื่องมาก็ต้องลงใหม่อีกรอบอยู่ดี ( หลังๆผมว่าร้านขาย mac ชอบลงโปรแกรมเหมือนร้านขาย pc อาจจะเป็นเพราะตัวลูกค้าส่วนมากเองด้วยมั้ง )</li>
</ul>
<p>แน่นอนว่าการสั่ง Online มันย่อมมีข้อเสีย</p>
<ul>
<li>ไม่ได้เห็นตัวเครื่องก่อน ถ้ามันส่งมาแล้วมีปัญหาเช่น dead pixel อันนี้ก็ลำบากในการเครม</li>
<li>ไม่ได้ของในทันที หน้าเวปบอก ship in 24 hr มันแปลว่าเค้าจะจัดส่งของให้คุณใน 24 ชม แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะมาถึงคุณภายใน 24 ชม.</li>
<li>ต้องมีบัตรเครดิต สำหรับคนที่ไม่มีก็ใช้บริการบัตร K-Web Shopping Card ของธนาคารกสิกรก็ได้ครับ</li>
<li>การบริการหลังการขาย อันนี้อาจจะลำบากสำหรับคนที่เพิ่งจะหัดเล่น เพราะถ้าซื้อที่ร้านปกติ ก็ยกไปให้ร้านที่เราซื้อมาก็จบปัญหา แต่จริงๆแล้วเราสามารถส่งซ่อมได้กับศูนย์ทุกที่นะครับ ซื้อร้านโดยตรงก็ได้ความสบายใจไป</li>
<li>ไม่มีโปรโมชั่นใดๆ เช่นผ่อน 0% หกเดือน</li>
</ul>
<p>เมื่อตัดสินใจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็สั่งทาง online store ทันที</p>
<p>อันดับแรกก็เลือกรุ่นที่ต้องการครับ อย่างในรูปผมเลือกที่ Macbook</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/1.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1253 aligncenter" title="1" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/1-300x296.gif" alt="" width="300" height="296" /></a></p>
<p>หลังจากเลือกไปแล้วก็จะพบกันหน้าของ CTO ( custom to order ) เป็นการปรับสเปกครับ ถ้าหากว่าอยากได้ ram , harddisk เพิ่มก็ปรับเปลี่ยนได้เลย หรืออยากจะซื้อ option อื่นๆเพิ่มก็เลือกได้เลยครับ แต่สำหรับผมไม่ได้เปลี่ยนอะไร ก็เอาตามปกตินี่เหละ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/2.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1254 aligncenter" title="2" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/2-300x158.gif" alt="" width="300" height="158" /></a></p>
<p>เมือเราได้ปรับเปลี่ยน Hardware เป็นที่พอใจ ก็กด Add to Cart ก็จะเจอกับหน้า CheckOut ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/3.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1255 aligncenter" title="3" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/3-300x158.gif" alt="" width="300" height="158" /></a></p>
<p>ถ้าเราไม่ได้จะดูสินค้า หรือสั่งอะไรเพิ่ม ก็กด check out ได้เลยครับ หลังจากนั้นก็จะเจอหน้า user account ครับ ตรงหน้านี้ถ้าหากใครยังไม่มี apple  account ก็ต้องสร้างขึ้นมาก่อน ( เป็น account เดียวกับที่ใช้ซื้อเพลงหรือโปรแกรมใน itune นั่นเหละครับ ) แต่ถ้าใครมีแล้วก็เพียงแค่ใส่ username password ก็เป็นที่เรียบร้อย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/4.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1256 aligncenter" title="4" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/4-300x190.gif" alt="" width="300" height="190" /></a></p>
<p>เมื่อผ่านการ login เข้ามาแล้ว ก็จะเจอหน้าให้เราใส่ข้อมูลการส่งสินค้า รวมถึงการจ่ายเงิน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/5.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1257 aligncenter" title="5" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/5-300x176.gif" alt="" width="300" height="176" /></a></p>
<p>เมื่อเราได้ใส่ที่อยู่ในการส่งของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะเจอกับหน้านี้ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/6.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1258 aligncenter" title="6" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/6-300x222.gif" alt="" width="300" height="222" /></a></p>
<p>เป็นการยอมรับเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงข้อตกลงกับทาง apple เราก็กด continue ไปได้เลย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/7.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1259 aligncenter" title="7" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/7-300x139.gif" alt="" width="300" height="139" /></a></p>
<p>เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ หลังจากนั้นทาง Apple ก็จะ email  มาหาเรา 1 ฉบับว่าเราได้รับ  order ของคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อทาง apple เค้าส่งของมาให้เรา เค้าก็จะส่ง email &#8211; shipment notification มาบอกเราอีกฉบับครับว่าเค้าได้ส่งของมาให้เราเรียบร้อยแล้ว หน้าตาประมาณแบบนี้</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/8.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1260 aligncenter" title="8" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/8-300x266.gif" alt="" width="300" height="266" /></a></p>
<p>พร้อมกับหมายเลข track  สินค้าว่าสถานะ การส่งของเป็นอย่างไร ซึ่งตอนที่ผมสั่งไปนี้ เค้าได้ส่งให้ผมทาง DHL เมื่อเราเข้าไปดูสถานะการส่งสินค้าก็จะเห็นเป็นรายละเอียดประมาณนี้ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/9.gif" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1261 aligncenter" title="9" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/9-300x146.gif" alt="" width="300" height="146" /></a></p>
<p style="text-align: left;">ตามที่ผมได้สั่งไป ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 3 วันครับ คือสั่งตอนเช้าของวันพุธ  หลังจากนั้นประมาณช่วงบ่ายเค้าก็เริ่มจะส่งของละ แต่กว่าจะออกสนามบินสิงคโปรก็ประมาณตีสอง แล้วสิ้นค้าจะมาถึงสุวรรณภูมิเช้าของวันพฤหัส แต่กว่าจะผ่านขั้นตอนการตรวจสอบต่างๆก็ใช้เวลาเต็มๆวันพอดีกว่าของจะมาพร้อมส่ง  สุดท้ายแล้วในตอนเช้าของวันศุกร์ ผมก็ได้สินค้าเป้นที่เรียบร้อย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/box.png" rel="lightbox[1252]"><img class="size-medium wp-image-1274 aligncenter" title="box" src="http://www.macfeteria.com/wp-content/uploads/2010/02/box-300x225.png" alt="" width="300" height="225" /></a></p>

<!-- start wp-tags-to-technorati 1.02 -->

<p class='technorati-tags'>Technorati Tags: <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/macbook' rel='tag' target='_self'>macbook</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/macbook+pro' rel='tag' target='_self'>macbook pro</a>, <a class='technorati-link' href='http://technorati.com/tag/store' rel='tag' target='_self'>store</a></p>

<!-- end wp-tags-to-technorati -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.macfeteria.com/blog/2010/02/05/online-store/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

