วันนี้ผมถอย Keyboard มาใหม่ครับ เลยถือโอกาสเอามา review ซะเลย เพราะคิดว่าหลายคนคงยังไม่รู้จัก Keyboard ชนิดนี้กัน นั่นคือ Mechanical keyboard หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือไม่เคยรู้จักเลยว่า mechanical keyboard คืออะไร ?
โดยปกติแล้ว Keyboard ที่ใช้ใน Computer โดยทั่วไปๆไปจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดครับคือ
- แบบ Rubber dome
Keyboard แบบนี้จะใช้แผ่นยางเป็นตัวให้สัญญาณ และใช้แผ่นวงจรรวมกัน ( ถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผ่นยาง ) เหมือน remote ทีวีนั่นเหละครับ - แบบ Mechanical
Keyboard แบบนี้จะใช้ switch ครับ คือแต่ละตัวจะแยกอิสระจากกัน
แต่กว่า 99% keyboard ที่ใช้กันปัจจุบันเป็น keyboard แบบ rubber dome ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบง่ายๆครับ เพราะว่ามันราคาถูกและผลิดง่าย แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสักสิบหรือยี่สิบปีก่อน computer นั้นเป็นของที่มีราคาแพงมากๆ ฉนั้น keyboard มักจะถูกผลิดเป็นแบบ mechanical ครับเพราะด้วยความที่มันคงทนและมีคุณภาพดี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป keyboard แบบนี้ก็ถูกแทนที่ด้วย keyboard แบบ rubber dome ที่ราคาถูกเพื่อตอบสนองตลาดมากขึ้น จนกลายเป็นว่าปัจจุบันแทบจะเป็น keyboard แบบ rubber dome ไปหมดแล้ว
หน้าตาของเจ้า rubber dome ถ้าแงะมันออกมาก็จะเห็นแผ่นวงจรเล็กๆ พร้อมกับแผ่นยาง ดังรูป
ส่วน mechanical keyboard นั้นจะต่างจาก rubber dome ครับ คือจะมีแผงวงจร ที่แยกกัน และถ้าแกะออกมาดูจะเห็นแผงวงจรทั้งแผ่น เลยครับ มีน้ำหนักมาก และราคาแพงกว่า rubber dome มากครับ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3000 บาท
ในปัจจุบัน ความนิยมใน Mechanical Keyboard กำลังได้รับความนิยมอีกครั้ง ครับ เพราะว่าบรรดาเหล่า Gamer นั้น ต้องการ Keyboard ที่มีคุณภาพสูง ตอบสนองเร็ว ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเล่นเกมส์ ก็เลยหันมาผลิต keyboard แบบนี้มากขึ้น นอกจากการเล่นเกมส์แล้วในวงการอุตสาหกรรมหรือบริษัท ที่ต้องการอุปกรณ์ที่มีความคงทนต่อการใช้งานสูง เช่นสายการบิน ธนาคาร ก็ต้องการ keyboard แบบนี้ครับ ดังนั้นแล้วมันก็ส่งผลดีต่อตลาด mechanical keyboard โดยรวมครับ เพราะว่ามันทำให้เรามี keyboard ให้เลือกใช้หลากหลายขึ้น และตอบสนองการใช้งานมากขึ้น
งั้นเรามาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของ Keyboard ชนิดนี้กันเพิ่มอีกสักนิด
Mechanical Keyboard Switch
อย่างที่ผมบอกไปครับว่า Mechanical Keyboard เค้าใช้ Switch และในสมัยปัจจุบัน switch ที่นิยมใช้นั้น ผลิตจากบริษัทในเยอรมันชื่อ Cherry ครับ ดังนั้นแล้วเค้าจึงนิยมเรียกว่า cherry switch นั่นเอง แต่ cherry switch นั้นมีหลายแบบมากครับ แบ่งคุณสมบัติต่างๆตามสี ผมจะขออธิบายแค่บางรุ่นนะครับ
Cherry MX Black Switches
ลักษณะการทำงานของ switch ตัวนี้ครับเป็นดังรูป
ตัว cherry black นี้จะมีการดีดของสริงมากกว่าสีอื่นครับ และต้องใช้แรงกดมากกว่าสีอื่น ( แม้ว่ามันใช้แรงกดมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันปุ่มมันแข็งกดไม่ลงนะครับ ยังไงมันก็กดง่ายและดีกว่า rubber dome แน่นอน ) การเคลื่นที่ของ key จะเป็นลักษณะ linear ( คือตั้งแต่กดลง จนดีดกลับจะมีแรงเท่าๆกัน ) มีเสียงค่อนข้างเงียบเมื่อเทียบกับสีอื่น ฉนั้น switch แบบนี้เหมาะกับการเล่นเกมส์เป็นอย่างมากครับ ในท้องตลาดเราจะเห็น keyboard สำหรับ Gaming นั้นใช้ switch แบบนี้แทบจะทั้งหมด เช่น Steelseries G7 หรือ Razer Blackwindows Ultimate , Thermaltake Meka G1
Cherry MX Blue Switches
สำหรับ switch แบบนี้ เป็น switch ที่เหมาะสำหรับ การพิมพ์งานมากที่สุดครับ เพราะกดง่ายกว่าสีดำ แล้วก็มีเสียงดัง “คลิ๊ก” เลยเรียกอีกชื่อว่า clicky switch มีแรงดีดกลับของสริงพอสมควร โดยปกติแล้ว keyboard สำหรับงานพิมพ์โดยทั่วไปจะนิยมใช้ switch แบบนี้ครับ และพบได้เกือบทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น das keyboard , Leopold , Ducky หรือ Filco เป็นต้น
Cherry MX Brown Switches
switch สีน้ำตาล นี้ใช้แรงกดน้อยกว่า สีฟ้าเสียอีก คือประมาณว่ากด keyboard ไปครึ่งตัวก็มีตัวอักษรโผล่มาละ. switch ประเภทนี้จัดอยู่ระหว่าง keyboard สำหรับเล่นเกมส์และพิมพ์งานครับ คือจะเอาไปเล่นเกมส์ก็ใช้ได้ หรือจะเอาไว้พิมพ์งานก็โอเค และไม่มีเสียงคลิ๊ก
และนอกจาก 3 สีข้างต้นยังมี สีแดง สีขาว แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก และหาซื้อยาก
โดยปกติแล้ว switch แต่ละสีจะมีอายุการทำงานไม่เท่ากันครับ แต่ก็มากกว่าสิบล้านครั้งขึ้นไปครับ อย่างสีดำประมาณ 50 ล้านครั้ง ( เฉลี่ยอายุการใช้งานก็ประมาณ 20 ปี ) แต่ไม่ว่าจะเป็น สีไหนๆ ก็ล้วนแต่มีการสัมผัสและตอบสนองที่ดีกว่า rubber dome ครับ อย่างไรก็ตามสีของ switch ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนะครับว่ามันเหมาะกับเราหรือเปล่า บางคนอาจจะใช้สีฟ้าเล่นเกมส์ หรือบางคนมือใหญ่เวลากดลงไปมีแรงมาก ก็อาจจะเลือกใช้สีดำเพื่อให้มีแรงดีดกลับที่ดีกว่าก็ได้ สุดท้ายต้องลองไปจับดูครับ
Other switch
นอกจาก cherry switch แล้วยังมี switch แบบอื่นอีกนะครับ เช่น alps switch ก็เป็น switch ที่ใช้ใน keyboard ของ ibm หรืออาจจะเป็น bucking spring switch และ topre switch ที่เป็นการรวมคุณสมบัติของ rubber dome เข้ากับ cherry switch ( แพงสุดเลย )
Plastic
พลาสติกในการผลิต ปุ่มของ keyboard ( Key caps ) ก็ยังแบบออกเป็น 2 ชนิดคือ
- PBT Plastic (Polybutylene Terephthalate)
เป็นพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดีมาก และความคงทนสูง ไม่เป็นเงามันง่าย (ความมันเงาที่เกิดจากการใช้งานบ่อยๆ ) แต่ราคาแพง - ABS Plastic (Acrylonitrile Butadiene Styrene)
เป็นพลาสติกที่ไม่คงทนเท่า PBT เป็นเงาง่าย และสึกกร่อนง่ายกว่า และทนความร้อนต่ำ แต่ราคาถูกกว่ามาก
Printing Methods
การพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นพิมพ์นั้น ก็ยังแบ่งออกเป็น หลายๆแบบครับ โดยแบ่งได้ดังนี้
- Pad printing
การพิมพ์แบบนี้คือการใช้สีพิมพ์ลงไปบน key cap มีความคงทนน้อยที่สุด พบเห็นได้ใน Keyboard ทั่วๆไปๆ อย่าง Macbook ก็เป็นการพิมพ์แบบนี้
- Laser etching
เป็นการใช้ laser ยิงลงไปที่ตัว แป้นพิมพ์โดยตรง ทำให้ตัวหนังไม่เลือน แต่มีข้อเสียคือ มันสัมผัสได้ถึงตัวหนังสือ บนแป้น
- Dye sublimation
เป็นวิธีการเอาสีมาลงในส่วนของ เนื้อพลาสติกที่หายไป วิธีนี้ดีกว่าสองแบบที่กล่าวมา
- Double-shot
เป็นการเอาพลาสติก สองอันมาประกบกัน ข้อจำกัดของ Key ประเภทนี้ก็คือ มีได้แค่ สองสี แต่ผลที่ได้จากวิธีนี้ตัวหนังสือจะมีความคงทน และไม่เลอะเลือน
เอาละครับพอรู้เบื้องต้น ของส่วนประกอบต่างๆของ Keyboard ไปแล้ว
มาดูว่าวันนี้ผมมี Keyboard อะไรมาให้ชม นั่นก็คือ
Filco Majestouch Ninja Tenkeyless
Keyboard ตัวนี้ผมสั่งมาจาก Hongkong ครับ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ก็นับว่าไม่นานเท่าไหร่ โดย keyboard รุ่นนี้เป็น keyboard แบบ tenkeyless ครับ หมายความว่า ตัดปุ่มพวก numpad ด้านขวาออกไป ทำให้ Keyboard ขนาดเล็กลง
ข้างหลังบอกรายละเอียดต่างๆ ( Filco Keyboard นี้บริษัทของบริษัทญี่ปุ่น แต่รุ่นนี้ผลิตในไต้หวัน )
แกะกล่องออกมา ก็จะเห็น Keyboard หน้าตาแบบนี้ครับ
ถ้ามองจากข้างบนจะเห็น Keyboard มีสีดำสนิท ไม่มีตัวหนังสือใดๆ อยู่บน Key cap เลย
แต่เมื่อมาดูด้านข้างกัน ก็จะเห็นว่ามีตัวหนังสือแอบซ่อนไว้ ( ถึงได้ชื่อรุ่นนี้ว่ารุ่น Ninja ) เท่ไม่เบา เอามาวางเข้ากับ mouse ก็ดูดีมากทีเดียว
รุ่นนี้ตัวหนังสือ Filco ด้านล่างขวาเป็นโลหะสีดำมัน สวยงาม และนอกจาก keyboard แล้วยังมี อุปกรณ์เสริมอีก 3 อย่างครับคือ
- Key cap Puller
- Windows Key cap 2 ชิ้น
- PS2/USB
ซึ่งเราสามารถใช้ Key puller ช่วยอำนวยความสะดวกในการแกะ key cap และมี USB/PS2 ไว้ใช้งานอีกด้วย
หลังจากเห็นหน้าตาและความสวยงามของ Filco Majestouch Ninja ไปแล้ว เราก็ลองมาแกะดูภายในกันครับ
เมื่อทำการแกะ keycap ออกมาดูก็จะเห็น cherry switch เป็นสีน้ำตาล
คุณภาพโดยรวมของ Keyboard นั้นต้องบอกว่า พลาสติกที่ใช้นั้นมีคุณภาพที่ดีมาก การประกอบงานดีสมกับราคา รวมถึงตัวหนังสือบน key cap ต่างๆล้วนแล้วแต่พิมพ์มาอย่างดี ( key cap ใช้ Pad Print ) น้ำหนักประมาณ 1 -2 กิโล โดยรวมแล้ว สุดยอดครับ
Mac Compatible & Extra Feature
เท่าที่ผมได้ทดสอบกับ iMac พบว่า Keyboard นั้นใช้งานได้ครับ โดยที่ mac os นั้นจะมองเห็นเป็น keyboard usb ปกติ ( US Layout ) ทำให้ไม่สามารถใช้ Media Key บางอย่างได้ เช่นการลด หรือเพิ่มเสียง แต่อย่างอื่นๆก็ยังทำได้ครบครับ เช่น ปรับแสงหน้าจอ การใช้ expose , dashboard ก็ยังใช้ได้ ถ้าหากอยากใช้งานพวก media key ได้ ก็จะมี mechanical keyboard อย่าง Matias Tactile Pro 3.0 หรือ Happy Hacking Keyboard ( มี switch เป็นแบบ Topre และราคาแพง )
keyboard รุ่นนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษ N-Key rollover ด้วย นั่นคือ การกด Key ได้พร้อมกันไม่จำกัดจำนวน ก็อย่างที่บอกไปครับว่า mechanical keyboard นั้นทำงานอิสระ จากกัน ดังนั้นมันจึงสามารถส่งสัญญาณได้แยกกัน เท่าที่ผมทดสอบ การใช้กับ usb จะใช้ได้ประมาณ 7 key พร้อมกัน ส่วน PS2 นั้นใช้ได้ไม่จำกัด ( ทดลองใน windows )
วิธีทดสอบว่า Keyboard ที่ใช้อยู่นั้นว่ามี N-Key หรือเปล่าทดสอบได้ง่ายๆเลยครับ คือลอง กด Shift ทั้งสองข้างพร้อมกัน และพิมพ์ข้อความ ลงใน textbox สีขาวตามนี้ครับ
the quick brown fox jumps over the lazy dog
แล้วดูผลลัพธ์ว่าได้แบบนี้หรือเปล่า
THE QUICK BROWN FOX JUMPS OVER THE LAZY LOG
ผมเชื่อว่าหลายคนไม่ได้ผลลัพธ์แบบนี้ครับ อาจจะได้
HE QUIC BROWN OX UMP OVER HE Z OG
จะเห็นได้ว่า ตัวหนังสือมาไม่ครบ
หรือทดสอบแบบจากตรงนี้ก็ได้
หลายคนอาจจะถามว่า ต้องแคร์ด้วยเหรอกับ จำนวน key ที่กดได้พร้อมกัน คำตอบคือแล้วแต่การใช้งานครับ ( สำหรับผมใช้พิมพ์งานเป็นหลักเลยไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าเล่นเกมส์ก็อาจจะจำเป็นครับ )
Summary
ถ้าหากกำลังมองหา Keyboard ไว้ใช้งานดีๆสักตัว ผมบอกได้เลยครับว่า ซื้อ Mechanical Keyboard มาใช้แล้วจะไม่อยากกลับไปใช้ Keyboard แบบเก่าเลย อย่างตัวผมเองต้องใช้ Keyboard ไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชม. ดังนั้นแล้วถ้ามี keyboard ดีๆ มันก็น่าจะดี แต่ก็อย่างที่บอกไปครับว่า keyboard แบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง ถ้าคิดจะซื้อผมแนะนำให้หาข้อมูลก่อนครับ ยิ่งถ้าเป็น mac ด้วยแล้วต้องดูก่อนด้วยครับว่า มันใช้งานด้วยกันได้ด้วยหรือเปล่า
สำหรับวันนี้ก็ขอลาละครับ
credit: http://www.overclock.net/keyboards/491752-mechanical-keyboard-guide.html
















